น้ำตาซึม! โอนที่ดินวัดป่าอดุลยาราม 21 ไร่ รอดได้เพราะทนาย

นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าในยุคนี้ แค่แรงศรัทธาอย่างเดียวอาจไม่พอที่จะปกป้องศาสนสถานได้ มหากาพย์ข้อพิพาทที่ดิน วัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ที่ยืดเยื้อมานาน ในที่สุดก็เดินทางมาถึงตอนจบแล้ว หลังจากที่ดินจำนวน 21 ไร่ ซึ่งใช้เป็นพื้นที่วัดมาหลายสิบปี กลับมีชื่อของอดีตผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเลขที่ 61945 มาโดยตลอด
เรื่องราวนี้จบลงได้ด้วยดีเมื่อช่วงเช้าเวลา 09.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เจ้าพนักงานที่ดินได้ลงนามประทับตราอย่างเป็นทางการ เพื่อเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองในโฉนดให้เป็นชื่อ “วัดป่าอดุลยาราม” โดยสมบูรณ์ ทันทีที่กระบวนการเสร็จสิ้น เสียงสาธุการก็ดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วทั้งห้องประชุม เป็นการปลดล็อกความกังวลใจของชาวบ้านและพุทธศาสนิกชนที่ตามลุ้นเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน เพราะกว่าที่ศรัทธาจะชนะความจริงได้ ก็ต้องรอให้ตรายางของราชการประทับลงไปก่อน
ที่เรื่องนี้จบสวย ไม่ใช่เพราะกฎหมายเดินเรื่องได้เอง แต่วัดนี้รอดมาได้เพราะมีความพร้อม
วัดชนะเพราะมีทนายความฝีมือดี มีสื่อมวลชนช่วยตีแผ่ และมีคณะกรรมการระดับชาติเข้ามาจี้ติดถ้าเป็นวัดอื่นที่ยังไม่มีโฉนด และไม่มีสามสิ่งนี้คอยช่วยแบ็คอัพ ที่ดินก็คงไม่ได้กลับมาเป็นของวัดแน่ๆ เอกสารสิทธิ์คือหัวใจสำคัญในการปกป้องสมบัติของส่วนรวม สมัยนี้จะทำอะไรต้องมีหลักฐานชัดเจน ปล่อยไว้ลอยๆ ไม่ได้ ขนาดเรื่องแผ่นดินหรือวัฒนธรรมไทยของเราแท้ๆ ถ้าหลักฐานไม่แน่นพอ พวกเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชายังชอบฉวยโอกาสจ้องจะเคลมเอาไปเป็นของตัวเองหน้าตาเฉย ถ้าเราไม่มีเอกสารหรือกฎหมายที่เข้มแข็งไปกางสู้ ก็คงเสียของสำคัญไปง่ายๆ
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ เพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามระเบียบ ต้นฉบับโฉนดที่ดินใบนี้จะถูกนำไปเก็บรักษาไว้อย่างดีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ส่วนทางวัดจะได้เก็บรักษาในส่วนของสำเนาเอาไว้แทน เหตุการณ์นี้ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกของการจัดระเบียบที่ดินวัดให้ถูกต้อง เป็นกรณีศึกษาที่ย้ำเตือนให้สังคมรู้ว่า ศรัทธาอาจจะใช้สร้างวัดขึ้นมาได้ แต่สุดท้ายแล้วที่ดินของวัดจะอยู่รอดปลอดภัยได้ ต้องอาศัยการจดทะเบียนและข้อกฎหมายที่รัดกุม ไม่ใช่รอดด้วยบุญเพียงอย่างเดียว