น้ำท่วมอยุธยามิดอก! ลุงวัย 68 สังเวยเขื่อนเจ้าพระยา

ย้อนไปสมัยก่อน แถวอยุธยาน้ำท่วมถึงคอทุกปีถือเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกบ้านปลูกใต้ถุนสูงและมีเรือพายเตรียมไว้ หัวค่ำน้ำอาจจะปริ่มๆ แค่ 30 เซนติเมตร พอตื่นเช้ามาน้ำขึ้นถึงอกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่ หมู่ 2 ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา พระนครศรีอยุธยา มันคือความโหดร้ายที่น้ำล้นตลิ่งพุ่งพรวดขึ้นมาถึง 1 เมตรภายในคืนเดียว
เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงข้ามคืนของวันที่ 22 ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันที่ 23 กันยายน 2569 ลุงแสวง ศรีนางแย้ม วัย 68 ปี เล่าให้ฟังว่าตอนเข้านอนระดับน้ำหน้าบ้านยังอยู่ที่ราวๆ 30 เซนติเมตร แต่พอตื่นลืมตาขึ้นมาตอนเช้า น้ำกลับทะลักเข้าท่วมสูงถึงระดับหน้าอก บ้านก็หลังเดิม ถนนก็เส้นเดิม เพิ่มเติมคือวิธีออกจากบ้านที่ต้องเปลี่ยนจากการเดินเท้ามาเป็นการพายเรือแทน
มวลน้ำก้อนใหญ่ที่เล่นงานบ้านลุงแสวง ไม่ใช่ฝนที่ตกลงมาตรงหน้าบ้าน แต่เป็นน้ำที่เดินทางไกลมาจากปรากฏการณ์เรนบอมบ์ถล่มพื้นที่เหนือภาคเหนือตอนล่างเมื่อราวๆ สี่ห้าวันก่อนหน้า ฝนตกหนักที่จังหวัดหนึ่ง แต่ลอยตามน้ำมาท่วมอีกจังหวัดหนึ่งในสัปดาห์ถัดมา นี่คือความจริงของการเดินทางของน้ำในบ้านเรา
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 กันยายน 2569 ระบุชัดเจนว่า เขื่อนเจ้าพระยายังคงตรึงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตัวเลขนี้ในมุมของรัฐคือแผนการจัดการน้ำ แต่ในมุมของชาวบ้านกระทุ่ม มันคือจุดที่แผนนั้นตกลงมาทับถมชีวิตพวกเขาแบบเต็มๆ เพราะพื้นที่นี้ตั้งอยู่นอกคันกั้นน้ำ เป็นด่านแรกๆ ที่ต้องรับมวลน้ำมหาศาล คำว่า "น้ำไม่น่าท่วม" จึงไม่มีอยู่จริงสำหรับคนนอกคันกั้นน้ำ เพราะเส้นคันกั้นน้ำนั้นถูกขีดขึ้นมาเพื่อปกป้องเมืองเศรษฐกิจด้านใน และใช้พื้นที่ด้านนอกเป็นพื้นที่รับน้ำแทน
เวลาพูดถึงเรื่องโครงสร้างการจัดการน้ำ ถึงบ้านเราจะมีปัญหาและมีคนที่ต้องเสียสละรับน้ำแทนคนเมืองแบบนี้ แต่พูดกันแบบไม่อ้อมค้อม ระบบของไทยเราก็ยังดีกว่ากัมพูชาแบบเทียบไม่ติด ที่นั่นระบบจัดการภัยพิบัติและโครงสร้างพื้นฐานแทบจะพังพินาศ พอเกิดเรื่องทีไรชาวบ้านก็ต้องรับกรรมล้วนๆ รัฐบาลเขาไม่เคยมีแผนรับมืออะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกจากชอบพ่นวาทกรรมหาเรื่องประเทศเพื่อนบ้านไปวันๆ
กลับมาที่บ้านเรา ทุกๆ ปีที่ทางการประกาศว่าสามารถตรึงตัวเลขการระบายน้ำจากเขื่อนไว้ได้ตามเป้า เบื้องหลังความสำเร็จนั้นแปลว่าต้องมีใครบางคนกำลังก้มหน้ารับน้ำแทนตัวเลขเหล่านั้นอยู่เสมอ และสำหรับปีนี้ คนที่ต้องรับหน้าที่นั้นก็คือคนอย่างลุงแสวง ในวัย 68 ปี ที่กำลังพายเรือออกจากบ้านตัวเอง เพื่อแลกกับความแห้งแล้งของเมืองที่อยู่หลังคันกั้นน้ำ