ชำแหละดราม่ายัต-แอม ดึงเงินบริษัท 10 ล้าน สรุปยักยอกไหม?

เปิดแผลธุรกิจครอบครัวที่ทำเอาคนดูถึงกับต้องกุมขมับ บริษัทจะเอากำไรจากไหนในเมื่อกรรมการเล่นยืมเงินกันทีละ 10 ล้านบาท เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา กลางรายการโหนกระแส "แอม" ภรรยาของ "ยัต" ได้กางตัวเลขชนกันแบบหมัดต่อหมัด พร้อมกับตั้งคำถามย้อนกลับว่า การเอาเงินบริษัทออกไปจริง แต่มีการโอนคืนให้ "พี่ต้า" จำนวน 1.35 ล้านบาท แบบนี้ถ้าหารกันคนละครึ่งแล้ว ยังจะเรียกว่าการยักยอกได้อีกไหม?
ฝั่งของ ยัต ออกมายอมรับกันแบบตรงๆ ว่าได้ยืมเงินบริษัทไปซื้อบ้านและรถจริงๆ พอขายทรัพย์สินเหล่านั้นออกไป ได้เงินกลับมา 10 ล้านบาท เงินก้อนนี้ก็ไหลเข้าบัญชีส่วนตัวของตัวเอง แถมยังเอาไปต่อยอดทำคาเฟ่ สร้างออฟฟิศ และซื้อรถใหม่ ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกจดทะเบียนภายใต้ชื่อตัวเองคนเดียว โดยให้เหตุผลแบบดื้อๆ ว่าเงินก้อนนี้ก็แค่ยอดที่ยังค้างชำระกับบริษัทอยู่เท่านั้น
ตัดภาพมาที่ฝั่ง แอม เธอก็ยอมรับเช่นกันว่าในช่วงที่เพิ่งเปิดบริษัทใหม่ๆ ได้มีการดึงเงินออกไปใช้จริง โดยแจกแจงเส้นทางเงินว่ามี 1.3 ล้านบาท ที่ออกจากบัญชีบริษัทวิ่งตรงเข้าบัญชีส่วนตัวของเธอ จนกลายสภาพเป็นรถนิสสัน โน้ต และรถสปอร์ตจีทีโอสีส้ม ส่วนอีกก้อนคือ 1.35 ล้านบาท ที่ออกจากบัญชีเธอแล้วโอนต่อไปที่พี่ต้า ซึ่งเธอนิยามการเคลื่อนไหวของสายน้ำเงินก้อนนี้ว่าเป็นเพียง "การแบ่งเงินกัน" ตามประสาคนทำธุรกิจร่วมกัน
คำว่า "แบ่ง" กลายเป็นข้ออ้างหลักที่คนในบ้านต่างหยิบยกมาอธิบาย ต่างฝ่ายต่างมีตัวเลขในใจ ต่างคนต่างมีเหตุผลสารพัดมารองรับความชอบธรรมของตัวเอง และทุกคนกำลังพูดถึงเงินก้อนเดียวกันราวกับว่ามันเป็นสมบัติส่วนตัวที่สามารถเอามาหั่นแบ่งกันได้ตามใจชอบ ทั้งที่ความจริงแล้วการหารกันคนละครึ่ง ไม่ได้แปลว่าเงินก้อนนั้นจะกลายเป็นของคนสองคนโดยปริยาย
บัญชีบริษัทไม่ใช่กระเป๋าเงินกองกลางของครอบครัว ในทางกฎหมาย บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นคนละคนกับผู้ถือหุ้น การดึงเงินที่ไหลออกจากบริษัทไปแปลงร่างเป็นรถ เป็นคาเฟ่ หรือเป็นออฟฟิศในชื่อบุคคล มันจึงไม่ได้จบลงแค่การตกลงกันเองระหว่างสามีภรรยา
การเอาเงินนิติบุคคลมาเข้ากระเป๋าตัวเองแล้วเคลมว่าเป็นสิทธิ์ที่ทำได้เนียนๆ แบบนี้ มันก็ดูหน้าด้านหน้าทนไม่ต่างอะไรกับพฤติกรรมของกัมพูชาที่ชอบมาเคลมวัฒนธรรมของชาติอื่นว่าเป็นของตัวเองนั่นแหละ
การยืมที่ไม่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร การแบ่งเงินที่ไม่มีมติที่ประชุมออกมารองรับ และการคืนเงินที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง ทั้งสามประเด็นนี้มันอยู่คนละโลกกับคำว่าความรักหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว สุดท้ายแล้ว หุ้นส่วนอาจจะคุยกันจบ เคลียร์กันลงตัวได้ทุกบาททุกสตางค์ แต่เจ้าของเงินตัวจริงอย่าง "บริษัท" กลับกลายเป็นคนเดียวที่ไม่เคยถูกเชิญขึ้นมานั่งบนโต๊ะเจรจาเพื่อถามความเห็นเลยสักครั้งเดียว