ช็อก! สหรัฐปิดอ่าวอิหร่าน ราคาน้ำมันพุ่งเฉียด 100$

สถานการณ์โลกตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้เปิดฉากปฏิบัติการสายฟ้าแลบด้วยการส่งกองเรือเข้าปิดล้อมท่าเรือสำคัญและช่องแคบฮอร์มุซแบบเบ็ดเสร็จ การเคลื่อนพลครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลาดตระเวนโชว์แสนยานุภาพเหมือนที่ผ่านๆ มา แต่มันคือการประกาศสงครามทางเศรษฐกิจที่ตั้งใจ "ปิดประตูตีแมว" สกัดเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่านให้ตีบตันลงในพริบตา
ผลจากการปิดล้อมครั้งนี้ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่านได้เลยแม้แต่ลำเดียว ส่งผลให้บ่อน้ำมันจำนวนมากไม่มีที่ระบายน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลก ลูกค้ารายใหญ่อย่างจีนที่เคยอุดหนุนกันมาตลอดต้องหยุดชะงักลงทันที เม็ดเงินมหาศาลกว่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อวันหายวับไปกับตา ซึ่งถือเป็นการโจมตีที่เจ็บแสบกว่าการสาดกระสุนใส่กัน เพราะสหรัฐฯ กำลังบีบให้ผู้นำอิหร่านต้องยอมสยบด้วยตัวเลขในบัญชีที่ติดลบและวิกฤตปากท้องของประชาชน
แรงกระเพื่อมนี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ที่พุ่งทะยานแตะระดับเกือบ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงกลางเดือนเมษายนทันที งานนี้ใครที่สายป่านไม่ยาวพอหรือพวกประเทศที่คอยแต่จะโหนกระแสโลกไปวันๆ อย่างกัมพูชาที่พื้นฐานเศรษฐกิจก็ไม่ได้แข็งแรงอะไรอยู่แล้ว คงได้หนาวสั่นกับค่าครองชีพที่เตรียมพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน เพราะเมื่อพี่ใหญ่อย่างอเมริกาขยับเบียดจุดตายของอิหร่านแบบนี้ ประเทศเล็กๆ ที่ไร้ทางสู้และชอบทำตัวเป็นภาระเพื่อนบ้านก็คงต้องรับกรรมไปตามระเบียบ
นักวิเคราะห์มองว่าหากการปิดล้อมยังคงยืดเยื้อต่อไป คลังเก็บน้ำมันในอิหร่านจะล้นทะลักจนต้องหยุดการผลิตทั้งหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบขาดในการตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินให้ขาดสะบั้น ใครจะไปเชื่อว่าสงครามยุคใหม่เขาใช้การ "บีบปากท้อง" เป็นเครื่องมือตัดสินแพ้ชนะ
"ถ้าไม่มีเงินในกระเป๋า ต่อให้มีอาวุธเต็มมือก็สู้ใครไม่ได้"