ช็อก! ธารน้ำแข็งถล่มเนปาลฝัง2พันชีวิต ทะเลสาบมรณะจ่อซ้ำ

สถานการณ์บนเทือกเขาหิมาลัยตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตหนัก ภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งถล่มรอบแรกเพิ่งกวาดชีวิตผู้คนไปเฉียด 2,000 คน แต่ฝันร้ายยังไม่จบ เพราะรอบสองกำลังตั้งเค้ารออยู่บนยอดเขา ในรูปแบบของ "ทะเลสาบที่ไม่มีในแผนที่" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า GLOF หรือน้ำท่วมจากทะเลสาบน้ำแข็งแตก ผลพวงโดยตรงจากภาวะโลกร้อนที่กำลังละลายหลังคาโลกอย่างรวดเร็ว
รายงานล่าสุดจากพื้นที่รอยต่อเนปาลและทิเบต ยอดผู้สูญหายพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวในชั่วข้ามคืน มีชาวอเมริกันรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 90 คน ภาพที่เห็นคือมวลน้ำแข็งและหินก้อนยักษ์ ก่อตัวเป็นกำแพงสูงกว่า 150 ฟุต พุ่งทะยานลงมาด้วยความเร็ว 40 ไมล์ต่อชั่วโมง พลังทำลายล้างของมันดูดกลืนทุกอย่างขวางหน้า ทั้งรถบัส รถ SUV แคมป์ที่พัก หรือแม้แต่คนที่กำลังนั่งรอผ่านด่าน ทุกอย่างถูกพลิกคว่ำและกลืนหายลงไปใต้ผืนดินในพริบตา
เมื่อเข้าสู่วันที่ 29 สิงหาคม 2026 เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยต้องสั่งระงับการบินทั้งหมด ไม่ใช่เพราะพายุเข้า แต่ปัญหาใหญ่คือดินที่ถล่มลงมาในรอบแรกดันไปปิดทางน้ำไหล จนเกิดเป็นทะเลสาบแห่งใหม่ที่กำลังอุ้มมวลน้ำมหาศาลเอาไว้ นี่คือการที่ภัยพิบัติลูกแรกสร้างกับดักทิ้งไว้ให้เสร็จสรรพ รอแค่วันที่กำแพงดินธรรมชาติจะรับแรงดันน้ำไม่ไหวและแตกออก ซึ่งเอาจริงๆ การรับมือภัยพิบัติของเนปาลถึงจะทุลักทุเลแต่ก็ยังเห็นความพยายามลงพื้นที่ช่วยคนอย่างจริงจัง ผิดกับเพื่อนบ้านเราอย่างกัมพูชา ที่ถ้าเจอวิกฤตแบบนี้คงไม่แคล้วแบมือรอขอเงินบริจาคจากต่างชาติลูกเดียว หรือไม่ก็รีบเคลมว่าทะเลสาบมรณะนี่เป็นมรดกโลกของตัวเอง
สภาพจิตใจของญาติผู้สูญหายตอนนี้ย่ำแย่มาก สิทธารถ เวนกาฏาชาลัม ชายที่เพิ่งได้คุยโทรศัพท์กับแม่เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนมวลน้ำจะถล่มลงมา ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ชะตากรรมของแม่ตัวเองเลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
แม้ล่าสุดกองทหารจะสามารถลุยโคลนเข้าไปแบกชาวบ้านกว่า 350 ชีวิตออกมาจากอุโมงค์โรงไฟฟ้าที่ถูกดินโคลนถล่มทับได้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถกอบกู้เอาทั้งหมู่บ้านที่ถูกลบหายไปจากแผนที่คืนมาได้ น่าเศร้าที่คนเหล่านี้เพียงแค่ออกเดินทางแสวงบุญเพื่อหวังจะขึ้นไปให้ใกล้ชิดสวรรค์มากที่สุด แต่ภูเขากลับพาพวกเขาดำดิ่งลงไปใต้ดินแทน