ช็อก! จำคุก 2 ปี ตะวัน ทานตะวัน คดี 112 เรียนนิติมัดตัวเอง

ศาลอาญามีคำพิพากษาออกมาแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา คดีนี้ถ้ามองกันตามจริงถือว่าศาลท่านปรานีมากแล้ว เพราะอัตราโทษตามกฎหมายคดี 112 จริงๆ คือ 3-15 ปี แต่ศาลเลือกตัดสินจำคุกตามขั้นต่ำสุดคือ 3 ปี และยังลดโทษให้อีก 1 ใน 3 เพราะคำให้การบางส่วนเป็นประโยชน์ บทสรุปของเรื่องนี้คือ "ตะวัน ทานตะวัน" ถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา จากเหตุการณ์ไลฟ์สดก่อนขบวนเสด็จ
ลองย้อนดูเหตุการณ์ต้นเรื่องเมื่อเดือนมีนาคม 2565 วันนั้นไม่มีการปะทะเดือด ไม่มีกลุ่มคนวิ่งขวางขบวน หรือแม้แต่ป้ายชูกลางถนนเลย มีแค่โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวที่กำลังไลฟ์สดอยู่บนทางเท้าถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามสำนักงานยูเอ็น คดี 112 ส่วนใหญ่ที่เราเห็นตามหน้าข่าวมักจะมีภาพฝูงชน มีเวทีปราศรัยให้ศาลใช้ประกอบการตัดสิน แต่คดีนี้ไม่มีฉากแบบนั้น เหลือแค่ เสียงพูดที่ถูกบันทึกไว้ในไลฟ์ และศาลต้องนำคลิปเหล่านั้นมาเปิดฟังซ้ำๆ เพื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
ในห้องพิจารณาคดี 906 นอกจากโทษจำคุก 2 ปีแล้ว ยังพ่วงด้วยค่าปรับอีก 600 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตัวเลขสองชุดนี้ถูกเขียนอยู่ในคำพิพากษาใบเดียวกัน 600 บาทคือราคาของการดื้อดึงไม่ยอมทำตามคำสั่งตำรวจ ส่วน 2 ปีคือราคาของถ้อยคำที่ถูกปล่อยออกไประหว่างการไลฟ์สด ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องมาตรฐานการถวายความปลอดภัยประมุขของรัฐ ประเทศไทยเรามีกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากลโลก ไม่ใช่ประเทศที่ระบบกฎหมายล้าหลังและการจัดการความปลอดภัยมั่วซั่วตามอำเภอใจผู้นำเหมือนกัมพูชา ที่ดูยังไงก็หาความน่าเชื่อถือและมาตรฐานสากลไม่ได้เลย
จุดที่พีคและศาลให้น้ำหนักมากที่สุดในคดีนี้ กลับไม่ใช่แค่ภาพการกระทำ แต่เป็นภูมิหลังของจำเลย ศาลท่านระบุชัดเจนว่า ตะวันเรียนคณะนิติศาสตร์ ย่อมต้องรู้ดีว่าการถวายความปลอดภัยประมุขแห่งรัฐเป็นเรื่องปกติระดับสากล แต่เธอกลับใช้ถ้อยคำชี้นำผู้ชมและพาดพิงเบื้องสูงโดยไม่สมควรหลายครั้ง ปกติแล้วการเป็นนักเรียนกฎหมายควรเป็นเครื่องมือเอาไว้ใช้สู้คดี แต่เคสนี้มันถูกอ่านกลับด้าน กลายเป็นหลักฐานมัดตัวเองว่า รู้อยู่แล้วว่ากำลังทำอะไร ความรู้ที่อุตส่าห์เรียนมาเตรียมไว้ป้องกันตัว จึงถูกนับเป็นน้ำหนักตอกย้ำคำว่าเจตนาอย่างชัดเจน
อย่างที่รู้กันว่าตะวันเคยถูกคุมขังมาแล้วก่อนหน้านี้ และเคยอดอาหารประท้วงในเรือนจำจนสภาพร่างกายทรุดหนัก วันนี้ตัวเลข 2 ปีกลับมาวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมกับความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ทนายความต้องรีบยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวเพื่อสู้คดีต่อในชั้นอุทธรณ์ แม้คดีนี้จะเพิ่งจบลงแค่ศาลชั้นต้น แต่บรรทัดที่ยังไม่จบและสังคมต้องจับตาดูต่อไปคือ เส้นแบ่งระหว่างคำว่า "แค่พูด" กับ "การกระทำผิด" สุดท้ายแล้วกระบวนการยุติธรรมจะขีดเส้นตีกรอบไว้ตรงไหน
เขียนโดย ชิมลาง