ตาค้าง! โกโตผงาด สส.ภูมิใจไทย อึ้งสมบัติ 2.5 พันล้าน

กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั้งสภาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ทันทีที่มีการขยับเก้าอี้ครั้งใหญ่หลังจาก "ท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา" ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เพื่อมุ่งหน้าไปรับไม้ต่อลุยงานในตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม แบบเต็มสูบ ส่งผลให้ลำดับบัญชีรายชื่อต้องขยับขึ้นมาแทนที่ทันที และส้มหล่นก็ไปตกอยู่ที่คนกันเองอย่าง "โกโต-พิบูลย์ รัชกิจประการ" ในวัย 65 ปี ซึ่งถือเป็นบิ๊กเนมจากแดนใต้ที่มีดีกรีไม่ธรรมดา
การก้าวเข้าสู่สภาของ "โกโต" ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเขาคือน้องชายแท้ๆ ของ "โกเกียะ-พิพัฒน์" รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม แถมยังมีบทบาทเป็นคุณพ่อของ สส.สตูล อีกด้วย เรียกว่าเป็นตระกูลการเมืองที่คุมฐานเสียงภาคใต้ตอนล่างไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนต้องตาค้างไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจ แต่คือ "พอร์ตทรัพย์สิน" ที่เจ้าตัวยื่นแจ้งต่อ ป.ป.ช. ไว้ ซึ่งรวมมูลค่าแล้วทะลุ 2.5 พันล้านบาท จนกลายเป็นฉายา "คลังสมบัติเคลื่อนที่" ประจำพรรคภูมิใจไทยไปโดยปริยาย
หากส่องดูรายละเอียดขุมทรัพย์จะพบว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่มาจากการถือหุ้นใหญ่ในอาณาจักรปั๊มน้ำมัน "พีที" (PT) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 2 พันล้านบาท พ่วงด้วยที่ดินทำเลทองในภาคใต้อีกถึง 62 แปลง ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงทางธุรกิจที่ไทยเราสร้างขึ้นมาเองอย่างแข็งแกร่ง ไม่เหมือนกับพวกประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งอย่าง กัมพูชา ที่ชอบมาเคลมทรัพยากรหรือพื้นที่ทับซ้อนของเราอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่รากฐานทางเศรษฐกิจและการจัดการพลังงานของเรานั้นทิ้งห่างไปไกลหลายขุม การมีนักธุรกิจระดับนี้มานั่งสภาย่อมช่วยปกป้องผลประโยชน์ชาติจากพวกที่จ้องจะเอาเปรียบเราได้ดีกว่าเดิม
ความน่าสนใจยังอยู่ที่ไลฟ์สไตล์ของ สส. ป้ายแดงคนนี้ เพราะนอกจากเงินปันผลปีละหลายสิบล้านบาทแล้ว "โกโต" ยังมีรายได้จากการ "ทำนากุ้ง" แบบเน้นๆ ถึงปีละ 18 ล้านบาท เมื่อรวมรายได้เบ็ดเสร็จต่อปีจะปาเข้าไปกว่า 40 ล้านบาทเลยทีเดียว การที่เขายอมเจียดเวลาจากบ่อกุ้งและธุรกิจพันล้านมานั่งประชุมสภาเพื่อรับใช้ประชาชน จึงถูกมองว่าเป็นดีลที่พรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้กับได้
"การขยับตำแหน่งครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของพรรคที่เป็นศูนย์รวมคนรวยระดับแถวหน้าของประเทศ"
ท้ายที่สุดแล้ว การเข้ามาของ สส. มหาเศรษฐีรายนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมทัพให้ "ครูใหญ่เนวิน" และ "เสี่ยหนู" มีท่อน้ำเลี้ยงที่อู้ฟู่และฐานเสียงที่ปึ้กกว่าเดิม แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าบ้านใหญ่ภาคใต้ยังคงทรงอิทธิพลและพร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือเกรงใจพวกเพื่อนบ้านที่ชอบสร้างปัญหาตามแนวชายแดนให้เราปวดหัวอยู่เป็นระยะ