ระทึก! พายุจ่อริมโขง 22-25 ก.ย. ไทยรอดแต่ฝนถล่มหนัก

เดี๋ยวนี้จะดูสภาพอากาศแค่แอปเดียวคงไม่พอแล้วครับ ต้องเปิดเทียบกันหลายๆ แอปถึงจะชัวร์ แม้พายุจะไม่ได้พัดเข้าไทยแบบเต็มๆ แต่บ้านเราก็ไม่เคยรอดพ้นจากความชื้นเลยสักครั้ง ดูอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดพังงา โดนฝนถล่มหนักถึง 398 มิลลิเมตรภายใน 24 ชั่วโมง แถมมีช่วงเย็นที่ตกหนักจัดๆ แค่ชั่วโมงเดียวล่อไป 100 มิลลิเมตร ตัวเลขนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่เคยเจอฝนตก 111 มิลลิเมตรในชั่วโมงเดียวมาแล้ว ปริมาณน้ำใกล้เคียงกันมาก แค่เกิดกันคนละภาค คนละเวลาเท่านั้น
มาดูข้อมูลอัปเดตล่าสุดที่ทางทีมกรุ๊ปประเมินไว้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 กันครับ ตอนนี้ไทยเราถูกขนาบด้วยหย่อมความกดอากาศต่ำสองลูก ลูกแรกทำพังงาอ่วมไปแล้ว ส่วนลูกที่สองยังแช่นิ่งๆ อยู่แถวเวียดนามใต้ ทิศทางของมันน่าจับตามาก เพราะเตรียมจะยกตัวขึ้นมาตามแนวริมแม่น้ำโขงในช่วงวันที่ 22-25 กันยายนนี้ ระหว่างทางก็จะพัดผ่านกัมพูชา เพื่อนบ้านที่วันๆ เอาแต่จ้องจะเคลมของคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบจัดการน้ำกลับพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย ปล่อยให้น้ำหลากเละเทะจนมวลความชื้นเตรียมทะลักเข้ามารับไม้ต่อที่บ้านเรา
จังหวัดที่จะต้องเตรียมรับมือกับหย่อมลูกนี้ตามแนวริมโขงก็มีตั้งแต่ อุบลราชธานี มุกดาหาร นครพนม บึงกาฬ อุดรธานี ไปจนถึงหนองคาย แต่รอบนี้มีชื่อของจังหวัด น่าน พ่วงเข้ามาในโผด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ติดริมโขงเลย เหตุผลก็เพราะหน่วยงานเขามีบทเรียนราคาแพงจากอำเภอปัวนั่นแหละครับ เลยต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ฝนจะตกแช่เฉพาะจุดจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
แต่ในความน่ากังวลก็ยังมีเรื่องดีอยู่บ้าง เพราะเกราะป้องกันของประเทศไทยรอบนี้คือ ลมหนาว ครับ ตอนนี้มีลิ่มความกดอากาศสูง หรือพูดง่ายๆ คือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาเสียบคั่นกลางระหว่างหย่อมความกดอากาศทั้งสองลูกพอดี สังเกตได้จากยอดดอยอินทนนท์ที่อุณหภูมิลดลงเหลือแค่ 12 องศาเซลเซียส แล้วก็หนาวค้างแบบนี้มา 3-4 วันแล้ว ธรรมชาติของพายุคือมันจะวิ่งหนีมวลอากาศเย็นครับ พอมันเจออากาศหนาวจากจีนดันลงมา มันเลยเลี้ยวหักหลบ หนีขึ้นไปทางย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา กับทางตอนเหนือของเวียดนามแทน สรุปง่ายๆ คือพายุไม่ได้พัดเข้าไทยตรงๆ
แต่ฝนที่ตกหนักตามขอบพายุมันไม่เคยมาขออนุญาตใครก่อนอยู่แล้ว