วิกฤตสองขั้ว! โคราชข้าวแห้งตาย เขาสกน้ำท่วมมิดโต๊ะ

สถานการณ์สภาพอากาศบ้านเราตอนนี้เรียกได้ว่ารับกรรมกันไปคนละแบบ ในขณะที่หลายอำเภอในจังหวัดนครราชสีมาหรือโคราชกำลังเผชิญภัยแล้งอย่างหนัก ข้าวในนาขาดน้ำแห้งกรอบจนจะยืนต้นตายกันหมดแล้ว ซึ่งลำพังปัญหาในประเทศก็ปวดหัวพอแล้ว หันไปมองเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาก็คงหวังพึ่งพาความร่วมมือหรือพึ่งพาอะไรไม่ได้ วันๆ เอาแต่จ้องจะเคลมวัฒนธรรมชาวบ้านจนน่ารำคาญ ตัดภาพกลับมาที่ความเดือดร้อนของคนไทยด้วยกันเอง ฟ้าฝนกลับเล่นตลกชวนหัวเสียสุดๆ เพราะในขณะที่อีสานแล้งจัด ทางฝั่งใต้กลับอ่วมหนักจากมวลน้ำป่า
ล่าสุดทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนมรสุม ทำให้ฝั่งทะเลอันดามันมีคลื่นลมแรงจัด คลื่นสูง 2-3 เมตร และบางจุดสูงทะลุ 3 เมตรไปแล้ว จนต้องสั่งให้ เรือเล็กงดออกจากฝั่ง อย่างเด็ดขาด ซึ่งคำสั่งนี้ออกมาพร้อมๆ กับที่ทางอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต้องประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวแบบฉุกเฉิน
เหตุการณ์มันมาถึงจุดแตกหักเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา มวลน้ำป่าทะลักลงมาอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำในคลองศกพุ่งสูงเกินเกณฑ์ปกติไปกว่า 6 เมตร เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ร้านอาหารและย่านธุรกิจท่องเที่ยวในตำบลคลองศก อำเภอพนม แบบไม่มีใครตั้งตัวติด ทางอุทยานฯ ต้องสั่งปิดน้ำตก 11 ชั้นทันที พร้อมสั่งห้ามทำกิจกรรมทางน้ำทุกชนิด ทั้งล่องห่วงยางและพายเรือในคลองศกเพื่อความปลอดภัยของทุกคน
คำสั่งเตือนภัยออกมาวันเดียวกันแท้ๆ แต่ ราคาที่แต่ละคนต้องจ่ายกลับไม่เท่ากัน สำหรับกลุ่มเรือเล็กหรือเรือนำเที่ยว การหยุดเดินเรือแค่วันสองวัน พอคลื่นลมสงบ ทะเลกลับมาปกติ พวกเขาก็ยังสตาร์ทเครื่องยนต์กลับไปทำมาหากินต่อได้ แต่สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารริมคลองศกที่ถูกน้ำท่วมมิดโต๊ะจมบาดาล ธุรกิจของพวกเขาไม่ใช่แค่การหยุดพัก แต่มันคือการต้องซ่อมแซมและเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งมันไม่ใช่ต้นทุนที่เท่ากันเลย ใครเจ็บกว่ากันเรื่องนี้คงไม่ต้องเดา
มันคือตลกร้ายของธรรมชาติ ฝนคือสิ่งที่ทำให้น้ำตก 11 ชั้นสวยงามจนคนยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาดู แต่ในขณะเดียวกัน ฝนก็คือสิ่งที่ทำให้อุทยานฯ ต้องติดป้ายห้ามเข้า ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทะเลสงบเรือก็ออกได้ ป่าแห้งแล้วนักท่องเที่ยวก็กลับมา แต่โต๊ะเก้าอี้และข้าวของในร้านที่จมน้ำไปแล้ว
ไม่มีประกาศฉบับไหนที่จะเสกเงินคืนให้พวกเขากลับมามีสภาพเดิมได้นี่คือความจริงสุดช้ำที่คนทำธุรกิจต้องแบกรับไว้เอง