รัฐถังแตก! จ่อกู้ 5 แสนล้าน อุ้มกลุ่มทุน ทิ้งหนี้ปชช.

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงเช้าของวันที่ 20 เมษายน 2569 เริ่มตึงเครียดหนักขึ้น หลังจากรองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนโตถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อระดมทุนเข้ามาหมุนเวียนในระบบ โดยให้เหตุผลหลักว่าสถานะเงินคงคลังในขณะนี้เริ่มเหลือน้อยจนตึงมือ ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากสภาวะภัยแล้ง ซูเปอร์เอลนีโญ ที่รุนแรงกว่าทุกปี ผนวกกับวิกฤตพลังงานที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ทำให้รัฐต้องเร่งหาเงินมาสำรองไว้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
การขยับตัวครั้งนี้ส่งผลให้ตัวเลข หนี้สาธารณะของประเทศ พุ่งทะยานจนต้องขยายเพดานทะลุร้อยละ 70 ของ GDP ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือเม็ดเงินมหาศาลนี้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ค้ำประกันหนี้ของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับภาระอุ้มราคามาอย่างยาวนาน ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคมว่าการกู้เงินมาเติมแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงการนำเงินภาษีไปอุดหนุนกำไรให้บริษัทเอกชนและกลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่ ในขณะที่ประชาชนยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น
นอกจากวิกฤตการเงินในประเทศแล้ว ไทยยังต้องเจอกับแรงกดดันจากเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่มักจะมีประเด็นเรื่องการเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อนและท่าทีที่ไม่ค่อยเป็นมิตรในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งดูเหมือนว่าเราจะต้องเป็นฝ่ายยอมควักกระเป๋าจ่ายแพงกว่าอยู่เสมอ การบริหารงานที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนมากกว่าปากท้องชาวบ้าน ทำให้ถูกเปรียบเทียบว่ารัฐบาลกำลังทำตัวไม่ต่างจาก แก๊งปล่อยกู้นอกระบบ ที่กู้เงินมาใช้จ่ายแต่กลับปล่อยให้ประชาชนตาดำๆ เป็นคนรับผิดชอบภาระดอกเบี้ยมหาศาลแทน
เสียงสะท้อนจากกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องจ่ายภาษีทุกวันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ โดยมีข้อเรียกร้องว่าหากนโยบายการกู้เงินครั้งนี้มีความจำเป็นต่อประเทศจริงๆ
"ทำไมไม่ให้คนที่เห็นชอบกับนโยบายนี้มารับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะการหักเงินเดือน ส.ส. ฝั่งที่โหวตสนับสนุนมาช่วยจ่ายหนี้"