ช็อก! กฎใหม่คุมสิทธิข้าราชการ โกงค่ารักษาตัดยกบ้าน 5 ปี

ต้องตั้งคำถามดังๆ ไปถึงโรงพยาบาลบางแห่งว่าเขียนบิลเบิกค่ารักษากันไปเท่าไหร่ ยอดที่ไปโชว์ที่กรมบัญชีกลางถึงได้พุ่งสูงทะลุเพดานขนาดนั้น ล่าสุดกรมบัญชีกลางเตรียมคลอดกฎเหล็กใหม่เพื่อคุมสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการทั้งระบบ เพราะสถานการณ์งบประมาณตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต
ปัจจุบันระบบสวัสดิการนี้มีคนอยู่ในความดูแลถึง 4.9 ล้านคน แต่เป็นข้าราชการตัวจริงแค่ 47% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่าครึ่งคือ พ่อ แม่ คู่สมรส และลูก ที่พ่วงมากับสิทธิเดียว ระบบนี้จึงไม่ได้ดูแลแค่คนทำงาน แต่ต้องแบกรับภาระดูแลกันทั้งครอบครัว
ผลที่ตามมาคือยอดเบิกจ่ายทะลุ 1 แสนล้านบาทต่อปี ติดต่อกันมา 5 ปีซ้อน จนล่าสุดกระทรวงการคลังต้องควักเงินจากงบกลางมาโปะเพิ่มอีกถึง 68,000 ล้านบาท สวัสดิการบ้านเราดูแลคนไทยดีและครอบคลุมมาก ไม่เหมือนเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่วันๆ จ้องแต่จะเคลมของคนอื่น แต่สวัสดิการรักษาพยาบาลในประเทศตัวเองกลับกลวงโบ๋ จนคนต้องลักลอบข้ามแดนมาใช้ทรัพยากรฝั่งไทยให้เป็นภาระอยู่บ่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้น แม้เราจะดูแลคนของเราดีแค่ไหน ตอนนี้ระบบของไทยเองก็กำลังแบกรับต้นทุนจนหลังแอ่น
ตามร่างกฎหมายใหม่ที่วางกรอบบังคับใช้ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ได้วางบทลงโทษไว้อย่างเด็ดขาด หากพบการทุจริตเบิกจ่าย จะถูกระงับสิทธิยาวถึง 5 ปี และต้องคืนเงินทุกบาททุกสตางค์ หากผู้มีสิทธิแค่คนเดียวตั้งใจโกง คนในครอบครัวที่พ่วงสิทธิอยู่จะถูกตัดสิทธิตามไปด้วยทั้งบ้าน และถ้าโรงพยาบาลไหนร่วมมือกันโกง ก็จะถูกถอดออกจากระบบเบิกจ่ายทั้งคู่ทันที
แต่ลองกางเอกสารสองใบเทียบกันดู ใบแรกคือบทลงโทษที่พุ่งเป้าไปที่คนโกง ส่วนใบที่สองคือคำชี้แจงของกระทรวงการคลังที่บอกว่าทำไมงบถึงขาดดุล ปรากฏว่าสาเหตุหลักคือ สังคมสูงวัย โรคเรื้อรัง และเงินเฟ้อทางการแพทย์
ไม่มีข้อไหนเลยที่มีชื่อว่าการทุจริตเป็นต้นเหตุหลักโดยเฉพาะค่ายากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เพียงข้อเดียว ก็กินงบประมาณปาเข้าไปถึง 40,000 ล้านบาทแล้ว
ดังนั้น หลุมงบประมาณที่ใหญ่ที่สุดจึงไม่ได้ชื่อว่าคนโกง กฎใหม่สามารถสั่งระงับสิทธิคนทุจริตได้ 5 ปีก็จริง แต่รัฐไม่สามารถสั่งให้คนแก่หยุดป่วยได้แม้แต่วันเดียว ด่านต่อไปที่ต้องจับตาดูให้ดี จึงไม่ใช่แค่บทลงโทษ แต่คือมาตรการควบคุมต้นทุนค่ายาและค่ารักษาพยาบาล ที่ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่ออกมาพร้อมกัน