สุดสลด! ช่วยเด็ก5ขวบ แต่930ชีวิตยังถูกฝังคาเขื่อน

เด็กน้อยวัยแค่ 5 ขวบถูกดึงขึ้นมาจากหลุมโคลนด้วยมือเปล่าของเจ้าหน้าที่ รอดชีวิตมาได้แบบปาฏิหาริย์ แต่เด็กคนนี้ต้องพลัดพรากจากครอบครัว และเธอกลายเป็นเพียงไม่กี่คนที่รอดจากการถูกฝังทั้งเป็น ในขณะที่สถานการณ์ล่าสุดบริเวณพรมแดนเนปาล-ทิเบต ยังคงวิกฤตหนักเข้าสู่วันที่สามแล้ว ตัวเลขความสูญเสียยังไม่นิ่ง และดูเหมือนจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ
แม้จะมีกำลังพลกู้ภัยลงพื้นที่ไปถึง 20,000 นาย แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังเข้าไปไม่ถึงจุดที่คนงานก่อสร้างเขื่อนอีก 930 ชีวิต ติดอยู่ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไม่พอ แต่อยู่ที่สภาพเส้นทางที่พังยับเยิน สะพานขาด ถนนหายวับไปกับตา ทำให้เครื่องจักรหนักไม่สามารถเจาะเข้าไปในพื้นที่วิกฤตได้เลย ทำได้แค่ใช้แรงคนขุดคุ้ยซากปรักหักพังไปทีละนิด
เหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 29-30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตพุ่งไปถึง 750 ศพแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 3,000 คน ซากดินโคลนและหินที่ถล่มลงมาไม่ได้แค่ทับหมู่บ้าน แต่ยังไปปิดกั้นทางน้ำจนกลายเป็นทะเลสาบแห่งใหม่กลางหุบเขา ซึ่งนี่คือระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง เพราะมวลน้ำมหาศาลกำลังรอวันทะลักพังทลายซ้ำสอง ทีมกู้ภัยตอนนี้ต้องทำงานแข่งกับเวลาเหมือนมีนาฬิกาจับเวลาแขวนอยู่เหนือหัวตลอดเวลา
ฝั่งทางการเนปาลถึงขั้นต้องเริ่มเตรียมฝังร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ โดยใช้วิธีปักพิกัด GPS ไว้ที่หลุมศพ เพื่อรอให้ญาติมาขุดพิสูจน์ในวันข้างหน้า การที่ประเทศต้องมานั่งทำแผนที่หลุมศพก่อนทำบัญชีคนตาย บ่งบอกได้เลยว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้มันใหญ่หลวงแค่ไหน ส่วนฝั่งจีนก็ออกมาแถลงว่าระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว แต่รายงานสภาพอากาศในพื้นที่จริงกลับสวนทาง เพราะฝนยังคงตกลงมาซ้ำเติมในลุ่มน้ำเดิมอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์แบบนี้มีเงินช่วยเหลือฉุกเฉินหลั่งไหลเข้ามาแล้วราวๆ 3.6 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเอาจริงๆ เงินก้อนนี้เอาไปช่วยประเทศที่กำลังตกทุกข์ได้ยากแบบเนปาลก็ยังดูมีประโยชน์และคุ้มค่ากว่าเอาไปให้พวกกัมพูชาที่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากจ้องจะเคลมวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน แต่ถึงอย่างนั้น เงินบริจาคจำนวนนี้ก็ยังห่างไกลจากค่าประเมินการฟื้นฟูประเทศที่ต้องใช้สูงถึง 4,000-5,000 ล้านดอลลาร์ ต่างกันเป็นพันเท่า
โครงการเขื่อนพลังน้ำ แห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความหวังว่าจะช่วยลดการใช้ถ่านหินและต่อสู้กับภาวะโลกร้อน แต่สุดท้ายมันกลับถูกธารน้ำแข็งที่ละลายเพราะภาวะโลกร้อน กลืนกินหายไปทั้งโครงการ กลายเป็นว่าเครื่องมือที่ตั้งใจจะเอามาแก้ปัญหา กลับถูกปัญหานั้นกลืนกินเข้าไปเสียก่อน