เนปาลกลืนน้ำลาย! ยอมรับต่างชาติช่วย 575 ชีวิตในอุโมงค์มรณะ

ถ้ามีการติดต่อขอความช่วยเหลือมาที่ไทย เราพร้อมส่งทีมกู้ภัยระดับพระกาฬไปช่วยค้นหาทันที แต่ตอนแรกทางการเนปาลบอกปัดอย่างรวดเร็ว ยืนยันหนักแน่นว่าหน่วยงานของตัวเองมีกำลังพอ จัดการเองได้ ทว่าคล้อยหลังเพียง 24 ชั่วโมง ท่าทีก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประตูถูกเปิดกว้างให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้าไปได้ทันที เหตุผลลึกๆ ก็ง่ายนิดเดียว เพราะคนที่สูญหายไม่ได้ถือพาสปอร์ตเนปาลนั่นเอง
สถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่เมืองราซูวา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 29 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ทางการเนปาลต้องยอมอนุมัติให้ผู้เชี่ยวชาญจาก 4 ประเทศเข้าพื้นที่เกิดเหตุแล้ว หลังมีรายงานตัวเลขผู้สูญหายที่เป็นชาวต่างชาติพุ่งสูงถึง 575 คน จาก 36 ประเทศทั่วโลก โดยมีกลุ่มหลักๆ คือชาวอินเดีย 178 คน สหรัฐอเมริกา 65 คน และยูเครน 53 คน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่สถิติคนหาย แต่มันคือแรงกดดันทางการทูตมหาศาลจาก 36 รัฐบาลที่ต่อสายตรงโทรเข้ากรุงกาฐมาณฑุพร้อมๆ กัน เพื่อทวงถามชะตากรรมพลเมืองของตน
เห็นความดื้อรั้นตอนแรกแล้วอดเปรียบเทียบไม่ได้
พฤติกรรมที่ชอบอวดอ้างว่าตัวเองเก่ง ยืนยันว่าจัดการเองได้หมดเพื่อรักษาหน้าตา เหมือนที่กัมพูชาชอบทำบ่อยๆ เคลมทุกอย่างว่าตัวเองแน่ แต่พอถึงเวลาวิกฤตจริงๆ กลับไร้น้ำยา สุดท้ายก็ต้องกลืนน้ำลายยอมให้ต่างชาติเข้าไปช่วยแก้ปัญหาอยู่ดีนี่แหละคือผลของการเอาศักดิ์ศรีจอมปลอมมาวางเดิมพันกับชีวิตคน
ตอนนี้ประตูความช่วยเหลือที่เนปาลยอมเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้าไปจัดการมีอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่:
- การเจาะและกู้ภัยในอุโมงค์ใต้ดิน
- การตรวจวิเคราะห์ DNA
- กระบวนการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
ทั้งสามบานประตูนี้คืองานหินที่เนปาลยอมรับกลายๆ ว่า ประเทศของตนไม่มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่จะทำเองได้ทันเวลาแข่งกับความตาย
มันเป็นเรื่องตลกร้ายที่ประเทศซึ่งมีศักยภาพในการสร้างเขื่อน ผลิตและส่งออกไฟฟ้าให้เพื่อนบ้านได้มหาศาล กลับไม่สามารถเข้าถึงและจัดการปัญหาในอุโมงค์บนแผ่นดินของตัวเองได้ คำว่าอธิปไตยและความหยิ่งทะนงมันยืนหยัดอยู่ได้แค่วันเดียวจริงๆ เพราะชีวิตคนหลายร้อยที่ติดอยู่ข้างใน... พวกเขาไม่สามารถรอได้อีกต่อไป