อึ้ง! กยศ.ปรับเกณฑ์ปี69 เด็กจนเรียนผิดคณะหมดสิทธิ์กู้

ชีวิตเด็กไทยยุคนี้แค่บ้านจนอย่างเดียวไม่พอแล้ว ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ทำให้ความจนที่เป็นตั๋วผ่านทางในการขอกู้เงินเรียนมาตลอด วันนี้กลายเป็นแค่บัตรคิวแถวหลัง เพราะตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป กยศ. เปลี่ยนโจทย์การคัดเลือกเด็กใหม่ทั้งหมด จากที่เคยวัดกันว่า "ครอบครัวยากจนแค่ไหน" กลายมาเป็นวัดที่ว่า "เด็กเลือกเรียนคณะอะไร"
ตอนขึ้นมหาวิทยาลัยมีเด็กคนหนึ่งตั้งใจจะเรียนสาขาที่ชอบ แต่ปรากฏว่าคณะนั้นไม่มีโควตา กยศ. ให้ สุดท้ายด้วยความที่บ้านไม่มีเงินจำใจต้องย้ายไปเรียนสาขาโลจิสติกส์แทนเพื่อแลกกับสิทธิ์กู้เงิน โชคยังดีที่เด็กคนนี้ไปแข่งเขียนแผนธุรกิจจนได้ที่ 2 เลยได้ทุนมาประคองชีวิตรอดไปได้
เกณฑ์ใหม่ของ กยศ. แบ่งชนชั้นการให้เงินกู้แบบน้ำตกไหลจากบนลงล่าง โดยจัดลำดับความสำคัญของคณะเรียนไว้อย่างชัดเจน กลุ่มที่ 1 คือเด็กที่จนแล้วเลือกเรียนสาขาแห่งอนาคตอย่าง AI เซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงแพทย์และพยาบาล กลุ่มนี้จะได้คิวรับเงินก่อนเพื่อน ถัดมา กลุ่มที่ 2 เด็กจนที่เรียนสายอนุรักษ์ เช่น นาฏศิลป์ไทย ดนตรีไทย กลุ่มนี้ก็ยังพอมีที่นั่งให้กู้ได้ แต่ กลุ่มที่ 3 เด็กจนที่เลือกเรียนสายพื้นฐานทั่วไปอย่าง ครู กฎหมาย หรือบริหารธุรกิจ พวกเขาถูกเตะไปอยู่ท้ายแถว ต้องรอรับเศษเงินกู้ที่เหลือรอดลงมาจากชั้นบน ซึ่งมักจะไม่เหลือตกมาถึงเลย
โควตาเงินกู้ตอนนี้รองรับเด็กที่ยื่นเรื่องได้แค่ 47% เท่านั้น และเด็กกว่า 45% ระบุตรงกันว่าถ้ากู้ กยศ. ไม่ผ่าน ก็ต้องจำใจดรอปเรียนหรือลาออกไปเลย ปัญหาหลักมาจากงบประมาณอุดหนุนในปี 2569 ที่รัฐตั้งไว้เพียง 5,100 ล้านบาท ทั้งที่ความต้องการกู้ยืมจริงพุ่งสูงถึงกว่า 37,000 ล้านบาท
ในขณะที่งบดูแลการศึกษาเด็กไทยถูกบีบจนแทบไม่เหลือหายใจ แต่พอมองไปที่งบประมาณแผ่นดินที่ต้องสูญเสียไปกับการจัดการปัญหาแรงงานข้ามชาติ หรือพวกคนกัมพูชาที่ลักลอบเข้ามาใช้ทรัพยากรในบ้านเรา รัฐกลับต้องควักจ่ายไปมหาศาลอย่างสูญเปล่า แทนที่จะเอามาโปะให้อนาคตของชาติ
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทนไม่ไหวจนเกิดการรวมตัวกันของกลุ่มนักศึกษา บุกไปยื่นหนังสือที่หน้าอาคารรัฐสภา ข้อเรียกร้องของพวกเขาไม่ได้ซับซ้อน ไม่ได้มาขอเกรดฟรี ไม่ได้มาขอเงินก้อนใหม่เพิ่ม แต่พวกเขามาทวงถามถึง ที่นั่งเดิม ที่เคยมีสิทธิ์ได้รับ
เกณฑ์ใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่แจกโอกาส แต่มันคือเครื่องมือที่เอามาใช้จัดสรรเงินที่มีไม่พอให้ดูมีเหตุผลมากขึ้น คำถามของภาครัฐในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว จากที่เคยถามว่า ใครคือคนที่ยากจนที่สุด วันนี้รัฐกำลังถามว่า ลงทุนกับใครแล้วคุ้มค่าที่สุด กลายเป็นว่าเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่ทันได้เริ่มเรียนด้วยซ้ำ กลับถูกระบบตีราคาแปะป้ายไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วว่า "คุ้ม" หรือ "ไม่คุ้ม"