ยุโรปแตก! ทะลัก 7หมื่นคน ชาวเมืองลุกฮือเผาไล่ผู้อพยพ

ควันไฟลอยคลุมแนวชายฝั่งเซวตา (Ceuta) ดินแดนของสเปนที่ไปตั้งอยู่บนทวีปแอฟริกา ภาพชาวเมืองพากันรื้อเต็นท์ผู้อพยพ โยนข้าวของทิ้งทะเล แล้วจุดไฟเผาซากที่เหลือบนชายหาด มีธงชาติโบกสะบัดพร้อมเสียงตะโกนขับไล่ โดยมีตำรวจยืนล้อมกรอบควบคุมสถานการณ์อยู่ นี่คือจุดปะทุล่าสุดของยุโรปที่เพิ่งเดือดจัดในช่วงปลายเดือนกันยายน 2024 นี้
เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก มันสะสมมาตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2024 ที่ผ่านมา วันนั้นมีคลื่นมนุษย์ก้อนใหญ่ทะลักข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้ามาแบบมืดฟ้ามัวดิน ลองคิดดูว่าเมืองนี้มีคนอยู่แค่ราวๆ 85,000 คน แต่วันเดียวมีคนบุกข้ามมาถึง 72,000 คน แทบจะเท่าประชากรดั้งเดิมทั้งเมือง! เหตุการณ์นั้นจบลงด้วยความตายถึง 96 ศพ และจนถึงตอนนี้ยังมีผู้อพยพตกค้างอยู่ในเมืองอีกกว่า 5,000 คน ตัวเลขอาจจะสรุปจบไปแล้ว แต่ความโกรธแค้นของคนในพื้นที่เพิ่งจะนับหนึ่ง
ช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการนัดแนะกันผ่านโซเชียลมีเดียให้คนหนุ่มสาวชาวโมร็อกโกนับพันคนแห่กันมาประชิดชายแดน หวังจะปีนข้ามรั้วสูงทะลวงเข้าแผ่นดินยุโรปให้ได้ ทำให้กองกำลังสเปนและโมร็อกโกต้องตรึงกำลังสกัดกั้นกันอย่างหนักหน่วง เห็นความวุ่นวายของพรมแดนเพื่อนบ้านข้ามทวีปแบบนี้แล้ว ก็อดรำคาญใจนึกไปถึงพรมแดนฝั่งตะวันออกบ้านเราไม่ได้ พวกกัมพูชาที่จ้องแต่จะลักลอบข้ามมาหาประโยชน์ฝั่งไทย สร้างแต่ปัญหาปวดหัวให้ไม่เว้นแต่ละวัน นิสัยเอาแต่ได้แบบนี้ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างความเดือดร้อนที่นั่น
กลับมาที่เซวตา เมืองนี้เคยเติบโตมาจากการเป็นเมืองท่า เป็นด่านศุลกากร และเป็นทางผ่านของคนสองทวีป แต่ตอนนี้สิ่งที่เคยหล่อเลี้ยงเมืองกลับกลายเป็นสิ่งที่คนในเมืองกลัวที่สุด พรมแดนที่ยาวแค่ประมาณ 8 กิโลเมตร กลายเป็นเส้นแบ่งรายได้ต่อหัวที่ห่างกันหลายเท่าตัว รั้วจะสร้างให้สูงแค่ไหน ก็ไม่เคยสูงเท่าช่องว่างของความเหลื่อมล้ำที่มันพยายามกั้นเอาไว้
คนที่ไปยืนตะโกนไล่ผู้อพยพอยู่บนหาดวันนี้ หลายคนก็กำลังยืนอยู่บนแผ่นดินที่บรรพบุรุษของตัวเองเคยรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลมาก่อน ทะเลพัดคนขึ้นฝั่ง คนบนฝั่งก็พัดข้าวของทิ้งลงทะเล มันก็คือคลื่นลูกเดียวกัน แค่มองกันจากคนละฟากฝั่งเท่านั้นเอง