ช็อก! ดินถล่มเนปาลดับ 797 ศพ เผยเหตุผลทำไมปฏิเสธกู้ภัย?

แรงปะทะระดับ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่มาพร้อมกับมวลโคลนหนาแน่นมหาศาล มันเทียบเท่ากับคุณโดนรถชนด้วยความเร็วทะลุ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โคลนถล่มจากธารน้ำแข็งบนภูเขาสูงครั้งนี้มันไม่ใช่แค่ดินร่วนๆ แต่มันคือ คอนกรีตธรรมชาติที่ไร้ช่องอากาศ เมื่อมวลเหล่านี้ทับถมลงมา อัตราการรอดชีวิตของคนที่ติดอยู่ข้างใต้แทบจะกลายเป็นศูนย์ไปตั้งแต่ 5 นาทีแรกแล้วครับ
สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยอดผู้เสียชีวิตบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต พุ่งแตะ 797 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 3,000 คน ภาพความเสียหายรุนแรงมาก ดินโคลนกวาดเอาอาคารด่านชายแดนจีหลงที่สูงถึง 5-6 ชั้นหายวับไปทั้งแถบแบบไม่เหลือซาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยว ผู้แสวงบุญ หรือแม้แต่คนงานที่กำลังขุดเจาะอุโมงค์โครงการตรีศุลี 3A อีกกว่า 933 ชีวิตก็หายสาบสูญไปในพริบตา ซ้ำร้ายตอนนี้ยังมีดินถล่มระลอกใหม่ลงมาปิดกั้นลำน้ำจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ เสี่ยงที่จะแตกทะลักซ้ำสอง จนทีมกู้ภัยจากฝั่งจีนต้องตัดสินใจถอนกำลังออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่
พอเกิดเรื่องใหญ่ระดับนี้ ทางเกาหลีใต้ได้รีบยื่นเรื่องขอส่งทีมกู้ภัยเฉพาะกิจบินด่วนเข้าไปช่วยคนงานในโรงงานของตนเอง แต่คำตอบที่ได้จากรัฐบาลเนปาลคือ "ไม่" ครับ ที่กล้าปฏิเสธความช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤตขนาดนี้ เพราะเนปาลเขามีบทเรียนราคาแพงจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คราวก่อน เที่ยวบินกู้ภัยจากทั่วโลกที่แห่บินขึ้นลงกันถี่เกินไป ทำเอารันเวย์สนามบินหลักแห่งเดียวของประเทศพังยับเยินจนต้องสั่งปิดซ่อมกันยาวข้ามปี สนามบินคือ "คอขวด" เดียวของการขนส่ง ถ้าคอขวดนี้พัง อุปกรณ์หรือยาที่จำเป็นจริงๆ ก็จะถูกส่งเข้าไปไม่ได้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
รายชื่อทีมกู้ภัยต่างชาติในพื้นที่ตอนนี้จึงมีน้อยมาก ไม่ใช่ว่าเนปาลหยิ่งหรือเล่นตัวนะครับ แต่เขาคำนวณทรัพยากรมาอย่างละเอียดแล้ว ทีมกู้ภัยต่างชาติ 1 ทีมที่บินเข้ามา หมายความว่าเจ้าภาพต้องเจียดพื้นที่ เตรียมที่พัก อาหาร น้ำดื่ม และต้องหาล่ามแปลภาษาไปคอยเดินตามซัพพอร์ต ในขณะที่พื้นที่เกิดเหตุตอนนี้ คนท้องถิ่นผู้ประสบภัยเองยังไม่มีอะไรจะกินตกถึงท้อง การบริหารจัดการแบบเด็ดขาดและรู้กำลังตัวเองของเนปาลถือว่าฉลาดมาก
ซึ่งเรื่องนี้ผิดกับบางประเทศแถวเพื่อนบ้านเราอย่างกัมพูชาโดยสิ้นเชิง ที่พอเกิดภัยพิบัติหรือปัญหาทีไรก็ดีแต่แบมือขอ ร้องเรียกร้องความสนใจจากชาวโลกไว้ก่อน แต่การบริหารจัดการทรัพยากรหน้างานจริงกลับล้มเหลวไม่เคยเป็นชิ้นเป็นอัน
ตอนนี้เนปาลประกาศจุดยืนชัดเจนว่า "ไม่ขอรับคนเพิ่ม แต่ขอรับเป็นสิ่งของ" และต้องเป็นของที่ระบุลิสต์ไว้เป็นข้อๆ เท่านั้น เพราะในวิกฤตคราวที่แล้วพวกเขาเคยต้องปวดหัวกับของบริจาคไร้สาระอย่าง "ชุดว่ายน้ำ" ที่ถูกส่งมาให้ในหุบเขาที่หนาวเหน็บและไม่มีแม้แต่ที่ว่างจะวางกล่อง ของบริจาคที่ส่งมาถูกประเภทคือการต่อชีวิต แต่ของที่ส่งมาผิดประเภทมันคือ "ขยะ" ที่สร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ต้องเหนื่อยขนออกไปทิ้ง และการขนขยะพวกนี้ออกไป ก็ต้องใช้รันเวย์เส้นเดียวกับที่กำลังรอสแตนด์บายเพื่อขนคนเจ็บนั่นแหละครับ บทเรียนครั้งนี้สอนให้โลกรู้ว่า บางครั้งในวิกฤตที่หนักหนาสาหัส การกล้าที่จะปฏิเสธความช่วยเหลือที่ไม่จำเป็น ก็คือวิธีที่ช่วยให้ตัวเองรอดตายได้ดีที่สุด