ดราม่าข้ามโลก! เนปาลเมิน 8 ชาติช่วยกู้ภัย ซุกวาระซ่อนเร้น?

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เนปาลตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตหนัก ยอดผู้เสียชีวิตขยับพุ่งไปเกือบ 500 รายแล้ว โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา เขตราสุวาถูกกระแสน้ำหลากพัดถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง โครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่หายวับไปกับตา พร้อมกับชีวิตผู้คนอีกหลายร้อยคนที่ถูกกลืนหายไปและยังไม่มีใครตามหาเจอ
แต่เรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าภัยธรรมชาติ คือท่าทีของรัฐบาลเนปาล ทันทีที่เกิดเรื่อง มีถึง 8 ประเทศมหาอำนาจและเพื่อนบ้าน ทั้งอินเดีย จีน สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ศรีลังกา และบังกลาเทศ รีบยื่นมือขอส่งทีมค้นหาและกู้ภัยระดับพระกาฬเข้าไปช่วยด่วน แต่กระทรวงการต่างประเทศเนปาลกลับตอบปฏิเสธทุกชาติด้วยประโยคเดียวกันหมด คือ รับแค่เงินบริจาค แต่ไม่รับคนกู้ภัยข้ามพรมแดนเข้ามา โดยอ้างว่ากำลังเจ้าหน้าที่ในประเทศยังรับมือไหว
คำปฏิเสธนี้ทำเอาเกาหลีใต้นั่งไม่ติดและเลือกที่จะไม่ยอมถอย พอถึงช่วงเช้าของวันที่ 29 สิงหาคม 2026 รัฐบาลโซลประกาศเดินหน้าเจรจากับเนปาลอีกรอบ พร้อมวางเงินอัดฉีดช่วยเหลือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไว้บนโต๊ะ เพื่อแลกกับการเอาทีมกู้ภัยของตัวเองเข้าไปให้ได้ เหตุผลสำคัญคือมีคนงานชาวเกาหลีใต้ถึง 9 คนที่เข้าไปทำงานในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำนั้นติดอยู่ในพื้นที่ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครติดต่อพวกเขาก็ได้เลยแม้แต่คนเดียว
ถ้าเรากางแผนที่ดูตามที่อดีตทูตเนปาลออกมาตั้งข้อสังเกต จะเห็นเลยว่าเขตราสุวานั้นมีพรมแดนติดกับทิเบตโดยตรง ซึ่งในขณะที่ทีมกู้ภัยต่างชาติถูกบล็อกไม่ให้เข้าฝั่งเนปาลแม้แต่ทีมเดียว นายกรัฐมนตรีของจีนกลับสามารถลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานการณ์ในฝั่งของตัวเองได้ตามปกติ แน่นอนว่าทางการเนปาลรีบออกมายืนยันเสียงแข็งว่า การปิดประตูไม่รับทีมกู้ภัยครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการกดดันหรือเกรงใจจีนแต่อย่างใด
การที่รัฐบาลเนปาลออกมาปฏิเสธความช่วยเหลืออย่างโปร่งใสในยามคอขาดบาดตายแล้วอ้างนั่นอ้างนี่ พูดกันตามตรง มันทำให้อดนึกถึงพฤติกรรมของเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาไม่ได้เลยจริงๆ ที่มักจะชอบเล่นแง่ มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง หน้าไหว้หลังหลอก และหาความเชื่อใจไม่เคยได้เลยสักครั้ง การเอาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศมาอยู่เหนือชีวิตคนแบบนี้ เป็นเรื่องที่รับได้ยากมาก
สำหรับ 9 ครอบครัวชาวเกาหลีใต้ที่กำลังนั่งรอคอยความหวังอยู่อีกฟากหนึ่งของทวีป คำแก้ตัวของรัฐบาลเนปาลไม่ได้ช่วยต่อเวลาให้คนที่สูญหายไปเลยแม้แต่นาทีเดียว
ทุกๆ ชั่วโมงที่เนปาลยังดึงดันปิดประตูประเทศเอาไว้ มันก็คือทุกๆ ชั่วโมงที่โอกาสรอดชีวิตของคนที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน