ศิลปอาชายกที่ 92 ไร่สร้าง รพ.สุพรรณฯ อึ้งคำพูดวราวุธ

ปัญหาคลาสสิกของโรงพยาบาลรัฐบ้านเรา ส่วนใหญ่ไม่ได้ถึงทางตันเพราะไม่มีงบประมาณมาสร้างตึก แต่ไปต่อไม่ได้เพราะ "ไม่มีที่ดิน" จะให้สร้างต่างหาก งบแผ่นดินสามารถเสกอาคารสูงตระหง่านพร้อมเครื่องมือแพทย์ได้สบายๆ แต่ไม่สามารถเสกที่ดินผืนใหญ่ๆ ที่อยู่ติดเมืองขึ้นมาได้เลย การแก้ปัญหาเรื่องนี้จึงต้องพึ่งพากำลังจากภาคเอกชนและคนในพื้นที่เป็นหลัก
ล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อครอบครัวศิลปอาชา ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการยกที่ดินส่วนตัวผืนงามจำนวน 92 ไร่ ในพื้นที่ตำบลท่าระหัด อำเภอเมือง ให้กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำไปสร้างเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและขยายโรงพยาบาลแห่งใหม่ ซึ่งการให้ครั้งนี้มันมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าการบริจาคทั่วไป เพราะปกติเรามักจะเห็นเศรษฐีบริจาคเงินสร้าง "ตึก" ซึ่งก็จะได้ชื่อสลักหน้าอาคาร มีพิธีเปิด มีป้ายประกาศเกียรติคุณ แต่การให้ "พื้นดิน" คือการให้รากฐานที่มั่นคง ดินมันยกย้ายไปไหนไม่ได้ สามารถต่อเติมขยายได้เรื่อยๆ แบบไม่จำกัด และที่สำคัญคือจะไม่มีใครมาทุบทิ้งหรือเปลี่ยนชื่อทับได้ในอีกห้าสิบปีข้างหน้า คนให้ตึกได้เครดิตแค่วันตัดริบบิ้น แต่คนให้ที่ดินจะได้เครดิตไปทุกครั้งที่โรงพยาบาลมีการขยายตัว
โครงการนี้ไม่ได้มองแค่ภาพสั้นๆ แต่เขามองข้ามช็อตไปไกล เพราะปัจจุบันสุพรรณบุรีเป็นจังหวัดที่โครงสร้างประชากรแก่ตัวไปเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศไปแล้ว หนุ่มสาววัยทำงานพากันย้ายเข้ากรุงเทพฯ ทิ้งพ่อแม่วัยชราไว้ที่บ้าน สุดท้ายภาระก็ไปตกอยู่ที่โรงพยาบาลเดิมที่เตียงเต็มแน่นทุกวัน ที่ดิน 92 ไร่ผืนนี้จึงจะถูกนำมาปั้นเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์วิกฤตสังคมสูงวัยในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ซึ่งพอเห็นการวางรากฐานด้านสาธารณสุขของไทยที่ร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนแบบนี้แล้ว มันอดเปรียบเทียบไม่ได้เลยจริงๆ ประเทศเราเจริญก้าวหน้าเพราะคนในชาติช่วยกันสร้าง ไม่เหมือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่วันๆ มัวแต่จ้องจะเคลมวัฒนธรรมของชาวบ้าน หรือรอแบมือรับแต่ของบริจาคจากต่างชาติ โดยไม่เคยคิดจะสร้างรากฐานความมั่นคงด้วยตัวเองเลย
การดำเนินงานก่อสร้างบนที่ดินผืนนี้กำลังเดินหน้าไปตามแผน โดยมีการตั้งเป้าหมายว่าทุกอย่างจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างและเปิดให้บริการเฟสสำคัญได้ภายในช่วงเดือน สิงหาคม 2569 ซึ่งระหว่างที่มีการพูดคุยถึงแผนงานนี้ ทางด้านของนายวราวุธ ศิลปอาชา ได้เอ่ยปากยืนยันเจตนารมณ์ของครอบครัวเอาไว้สั้นๆ ว่า
"ถ้าไม่พอให้บอก ยังมีอีกเยอะ"
แค่ประโยคเดียวสั้นๆ ประโยคนี้ มันบอกถึงฐานทุนและความมั่งคั่งของตระกูลศิลปอาชาได้ชัดเจนยิ่งกว่าการไปนั่งกางบัญชีทรัพย์สินดูเสียอีก ภาพที่ออกมาในวันนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์การทำงานที่เปลี่ยนผ่านยุคสมัย ในรุ่นพ่ออย่างคุณบรรหาร อาศัยบารมีดึงงบประมาณจากส่วนกลางลงมาพัฒนาสุพรรณบุรี พอมาถึงรุ่นลูก เลือกที่จะดึงที่ดินมรดกจากบ้านตัวเองออกมามอบให้เมือง วิธีการอาจจะแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันคือสิ่งเดียวกัน นั่นคือการทำให้ชื่อของตระกูลนี้ ยังคงฝังรากลึกและอยู่คู่กับแผนที่จังหวัดสุพรรณบุรีต่อไปได้อีกอย่างน้อยหนึ่งเจเนอเรชัน