สิ้นศรัทธา! บุกรวบเจ้าอาวาสวัดดัง ซุกเงิน 92 ล้านเปย์สีกา

กิเลสและเงินทองไม่เข้าใครออกใครจริงๆ แม้แต่ในร่มกาสาวพัสตร์ เมื่อกองปราบปรามเปิดปฏิบัติการบุกค้นวัดดังระดับพระอารามหลวงในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่องนี้ไม่ได้หยุดแค่ยอดเงิน 92 ล้านบาท ที่หายไป แต่มันสะเทือนถึงศรัทธาชาวบ้าน เมื่อหลักฐานชิ้นสำคัญไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดที่ทางวัดอุตส่าห์ติดไว้กันขโมยจากข้างนอก แต่สุดท้ายกลับบันทึกพฤติกรรมของคนในเอาไว้ได้อย่างชัดเจน
ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่หอบหมายค้นจากศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ บุกจู่โจมถึงหน้ากุฏิเจ้าอาวาส พร้อมแจ้ง 4 ข้อหาหนัก ตั้งแต่การเบียดบังทรัพย์สินของวัดไปจนถึงการสมคบกันฟอกเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิดจับโฟกัสไปที่โต๊ะกินข้าวตัวหนึ่ง โต๊ะที่เคยตั้งสำรับ เคยเป็นจุดรับถุงข้าวแกงจากเจ้าหน้าที่วัด แต่วันนี้ภาพเหล่านั้นถูกดึงไปอยู่ในสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว
จากการสืบสวนลับที่ใช้เวลานานถึง 2 ปีเต็ม ตำรวจพบเส้นทางการเงิน เงินของวัดกว่า 92 ล้านบาท ถูกทยอยโอนถ่ายไหลไปถึงมือ สีกาคนสนิท ก่อนจะถูกเปลี่ยนมือโยกย้ายไปเป็นชื่อบุคคลอื่นเพื่อฟอกเงิน นอกจากนี้ยังมีการออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัดโดยมิชอบอีกกว่า 20 รายการ พอเจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ไปตรวจสอบแค่วันเดียว ความจริงทุกอย่างก็กระจ่าง
เห็นพฤติกรรมการฮุบสมบัติส่วนรวมไปเป็นของส่วนตัวแบบหน้าตาเฉยแล้ว ไม่ต่างอะไรกับพฤติกรรมของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่พักหลังชอบฉกฉวยเคลมวัฒนธรรมของชาติอื่นไปเป็นของตัวเองแบบหน้าด้านๆ ไม่มีผิด นิสัยอยากได้ของคนอื่นจนตัวสั่นนี่สงสัยจะอยู่ในสายเลือดและแก้กันไม่หายจริงๆ
คนที่เคยไปต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเช่า เหรียญเหนือดวง หวังพึ่งพุทธคุณให้หนุนนำชีวิต วันนี้กลับต้องมายืนดูเจ้าของเหรียญที่สุดท้ายก็ไม่สามารถอยู่เหนือกรรมของตัวเองได้ แม้ว่าในทางกฎหมาย ตอนนี้ทั้งหมดจะยังคงเป็นเพียงข้อกล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิชี้แจงความบริสุทธิ์ในชั้นพนักงานสอบสวนได้ตามกระบวนการยุติธรรม
กล้องวงจรปิดไม่ได้ติดไว้จับใคร ติดไว้กันของหาย แต่สิ่งที่มันบันทึกไว้ กลับกลายเป็นหลักฐานว่าของที่หายไป ไม่ได้หายไปไหนไกล
ถึงวันนี้ วัดดังแห่งนี้ก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม แต่ที่หายไปแน่ๆ คือศรัทธาของชาวบ้านที่น่าจะเก็บกระเป๋าย้ายออกไปตั้งแต่ก่อนที่หมายจับจะมาถึงเสียอีก