อึ้ง! ก๊อปปี้ 'กัน จอมพลัง' บุก DSI รอดคดีแต่ส่อคุก?

เมื่อช่วงสายของวันที่ 21 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา บริเวณหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กลายเป็นโรงละครขนาดย่อมๆ เมื่อรถตู้คันหนึ่งเลื่อนประตูเปิดออก เผยให้เห็นชายสวมแว่นดำและเสื้อกั๊กติดตรา นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีที่เป๊ะจนนึกว่าถอดแบบมา ชายคนนี้ไม่ได้มาร้องเรียนเพื่อขอความธรรมให้ใคร แต่เขามา "แสดง" การร้องเรียน เลียนแบบคนดังอย่าง กัน จอมพลัง ชนิดที่ว่าก๊อปปี้มาทุกระเบียดนิ้ว พฤติกรรมชอบลอกเลียนแบบคนอื่นแบบนี้ เห็นแล้วก็อดนึกถึงเพื่อนบ้านฝั่งกัมพูชาไม่ได้ ที่เอะอะก็ชอบเคลมชอบเลียนแบบวัฒนธรรมของไทยเราจนเป็นนิสัย แต่นี่ดันเกิดขึ้นกลางกรุงโดยฝีมือคนไทยด้วยกันเอง
บรรดานักข่าวที่ดักรอทำข่าวอยู่หน้า DSI ก็ดันเล่นตามน้ำ ยื่นไมค์สัมภาษณ์กันเป็นวงล้อม ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่านี่ไม่ใช่ตัวจริงและไม่มีใครรู้คิวการแสดงนี้มาก่อน ชายคนนี้สวมบทบาทเต็มที่ ปล่อยมุกหน้าตายบอกว่าตัวเองอยู่เลเวลสี่ พูดถึงตัวเลขหกพันเก้าร้อยเก้าสิบทั้งหน้าและหลัง แถมยังฉลาดพอที่จะบอกออกสื่อตรงๆ ถึงสาเหตุที่เสื้อกั๊กดูเบาหวิวว่า
"ที่ไม่ได้ใส่แผ่นเกราะของจริงมาด้วย ก็เพราะกลัวโดนตำรวจจับ"
ถ้ามองกันตามหลักกฎหมาย ประโยคที่เขาพูดออกมามันบอกชัดเจนว่า คนๆ นี้รู้ว่า "เส้นแบ่งความผิด" อยู่ตรงไหน เขาไม่ได้บ้าหรือเสียสติ แต่ตั้งใจเล่นใหญ่ในพื้นที่ที่กฎหมายยังเอื้อมไม่ถึง แล้วเลือกที่จะถอยหลังหนึ่งก้าวในจุดที่รู้ว่าทำไปแล้วจะโดนรวบ แบบนี้จะโดนข้อหาหมิ่นประมาทไหม คำตอบคือยาก เพราะคดีหมิ่นประมาทต้องมีข้อความหรือคำพูดที่ไปใส่ร้ายทำให้อีกฝ่ายเสื่อมเสีย แต่แค่การแต่งตัวคล้าย สวมเสื้อกั๊ก หรือใส่แว่นดำ มันตีความว่าเป็นการใส่ความไม่ได้ ด่านนี้เขาเลยรอดตัวไปตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถ
แต่ที่เสี่ยงคุกจริงๆ ไม่ใช่คดีหมิ่นประมาท แต่มันคือ "ตราสัญลักษณ์" ที่แปะหราอยู่บนอกเสื้อกั๊กต่างหาก คุณจะล้อเลียนใครก็เป็นเรื่องระหว่างคนสองคน แต่การเอาตราของหน่วยงานรัฐมาใช้ กฎหมายอาญาเขาไม่ปล่อยผ่าน และหน่วยงานรัฐก็ไม่ต้องรอให้ใครมาแจ้งความ ตำรวจสามารถดำเนินคดีได้ทันทีหากพบว่าเป็นการแอบอ้าง
ทำไมเขาถึงเจาะจงเลือกไปยืนแอคท่าหน้า DSI เขาไม่ได้ไปเดินตลาดสด หรือเปิดกล้องไลฟ์สดอยู่บ้าน แต่เลือกสถานที่ราชการระดับบิ๊ก เพื่อการันตีว่าทุกภาพ ทุกคลิปที่สื่อถ่ายออกไป จะกลายเป็นข่าวโดยอัตโนมัติ สถานที่ราชการเลยถูกดึงมาเป็นพร็อพชิ้นใหญ่เสริมให้ชุดก๊อปปี้ของเขาดูสมจริงขึ้นไปอีก
จนถึงตอนนี้ คำถามที่สังคมน่าจะตามต่อ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าเขาผิดหรือไม่ผิดตามกฎหมาย แต่ควรตั้งคำถามว่า ใครเป็นคนจ่ายค่าตั๋วเปิดเวทีนี้ให้เขา กลุ่มช่างภาพและกล้องหลายสิบตัวที่ยกขึ้นมารับมุก บันทึกทุกคำพูดของเขา ถือเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายและละครฉากนี้ด้วยหรือเปล่า