เดือด! อนุทินผวาแทงข้างหลัง สั่งภูมิใจไทยห้ามกร่าง

บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยเมื่อช่วงสายที่ผ่านมาคึกคักเป็นพิเศษ โดยเมื่อเวลา 11.10 น. ของวันที่ 6 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 ของพรรค คุณอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนแบบจัดเต็มถึงทิศทางการทำงานต่อจากนี้ โดยย้ำชัดเจนว่าความสำเร็จของพรรคที่เติบโตมาได้ไกลขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วยหรือความบังเอิญ แต่มันมาจากศรัทธาที่ประชาชนมอบให้ล้วนๆ ผ่านการพิสูจน์ด้วยสโลแกน "พูดแล้วทำ" ที่สมาชิกทุกคนยึดถือเป็นหัวใจหลักในการทำงานมาโดยตลอด
คุณอนุทินบอกว่าคนของภูมิใจไทยทุกคนถูกปลูกฝังมาอย่างดีว่าต้อง "ติดดิน" และเข้าถึงง่ายที่สุด ห้ามทำตัวเป็นคนใหญ่คนโตหรือมีอภิสิทธิ์เหนือใครเด็ดขาด โดยเฉพาะการบริการประชาชนที่ต้องมาก่อนเสมอ
"ถ้าต้องไปต่อแถวซื้อของหรือรอรับบริการ สส. หรือคนของพรรคต้องไปอยู่คิวท้ายสุด เพราะเรามีหน้าที่มารับใช้ ไม่ใช่มาเป็นเจ้านายประชาชน"นี่คือคำกำชับที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการรักษาฐานเสียงและใจของคนไทยเอาไว้ให้มั่นคง
ส่วนเรื่องเกมการเมืองในปัจจุบัน คุณอนุทินเผยเคล็ดลับที่ทำให้พรรคยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งว่า การทำงานยุคนี้ต้องเน้นการ "จับมือเดินไปด้วยกัน" เพราะการเดินฉายเดี่ยวในสภาหรือในสนามการเมืองนั้นเสี่ยงเกินไป แถมยังต้องคอยระแวงว่าจะโดนพวกเดียวกันหรือคนอื่นแอบเอามีดมาทิ่มข้างหลังเอาได้ง่ายๆ ซึ่งทางพรรคเองก็พยายามรักษาความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การบริหารประเทศเดินหน้าไปได้โดยไม่มีสะดุด
เมื่อถามถึงปัญหาเรื่องพลังงานและการเจรจาผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่มักจะมีประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลให้ต้องปวดหัวกันอยู่บ่อยๆ คุณอนุทินก็แสดงท่าทีเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการได้แน่นอน โดยเน้นว่าต้องรักษาผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้ง ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาเปรียบหรือข้ามหัวเราได้ง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมา เพราะพรรคมีประสบการณ์ในการรับมือกับวิกฤตระดับโลกมาแล้ว
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังได้หยิบยกผลงานระดับ Masterpiece อย่างการบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 และภัยพิบัติต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น มาเป็นเครื่องการันตีฝีมือให้เห็นกันจะๆ ว่าขนาดเรื่องที่คอขาดบาดตายระดับโลกขนาดนั้น พรรคก็ยังพาคนไทยรอดพ้นมาได้ ดังนั้นปัญหาเศรษฐกิจหรือปากท้องในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลจนเกินไป หากทุกคนยังเชื่อใจและให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยได้พิสูจน์ความเป็น "ของจริง" ต่อไปในอนาคต