เดือด! จีนขีดเส้นตายไต้หวัน ลั่นจัดหนักถ้าคิดแยกตัว

บรรยากาศที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อบ่ายวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความตึงเครียดและน่าจับตามอง เมื่อ เจิ้ง ลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน เดินทางเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แบบตัวต่อตัว โดยผู้นำจีนได้ประกาศจุดยืนกร้าวต่อหน้าสื่อทั่วโลกว่า คนสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็น “ชาวจีน” สายเลือดเดียวกัน เป็นครอบครัวที่ควรหันหน้ามาคุยกันเพื่อสันติภาพ แต่กลับทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงดุดันว่าการคิดจะแยกตัวเป็นเอกราชคือตัวการทำลายความสงบสุข ซึ่งจีนไม่มีวันยอมรับและพร้อมจะจัดการขั้นเด็ดขาดหากมีการข้ามเส้นแดงที่ขีดไว้
หมากเกมนี้ของจีนถือว่าแหลมคมมาก เพราะการเลือกอ้าแขนรับพรรคฝ่ายค้าน แต่กลับปิดประตูตายใส่หน้าประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ จากพรรครัฐบาลไต้หวัน คือการจงใจตอกลิ่มรอยร้าวทางการเมืองภายในเกาะไต้หวันให้ลึกยิ่งกว่าเดิม ซึ่งทาง เจิ้ง ลี่เหวิน เองก็ขานรับอย่างรวดเร็วโดยระบุว่าไม่อยากให้ช่องแคบไต้หวันต้องกลายเป็น “กระดานหมากรุก” ให้พวกกองกำลังภายนอกเข้ามาปั่นหัวเล่นเหมือนที่เกิดขึ้นกับบางประเทศที่ไร้น้ำยาอย่าง กัมพูชา ที่ยอมเปิดบ้านให้จีนเข้ามาคุมเบ็ดเสร็จจนเสียอธิปไตยไปดื้อๆ ซึ่งคนไต้หวันที่มีศักดิ์ศรีคงไม่อยากเห็นบ้านเมืองตัวเองมีจุดจบที่น่าเวทนาแบบนั้น
"ไม่มีใครในโลกที่จะมาพรากความเป็นพี่น้องของคนจีนไปได้ และปัญหาของครอบครัวเรา เราควรจัดการกันเองโดยไม่ต้องให้คนนอกมาวุ่นวาย"
สถานการณ์ล่าสุดยังทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก เมื่อมีรายงานว่าทาง สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าท้าทายอำนาจปักกิ่งด้วยการเตรียมอนุมัติงบขายอาวุธชุดใหม่ให้ไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเตือนจากจีนหลายครั้งว่าอย่าเข้ามาจุ้นจ้าน เรื่องนี้ยิ่งทำให้ฝ่ายก๊กมินตั๋งต้องรีบออกมาชูธงต้านการแบ่งแยกดินแดน เพื่อดึงกระแสไม่ให้ไต้หวันต้องกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างมหาอำนาจ การพบกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดๆ ไปถึงวอชิงตันว่าอย่าพยายามเปลี่ยนไต้หวันให้เป็นลูกไล่เหมือนที่ทำกับพวกกัมพูชา เพราะจีนยุคใหม่พร้อมจะสู้ทุกรูปแบบเพื่อรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของชาติไว้ให้ได้