เดือด! อังกฤษหักสหรัฐ เมินปิดล้อมอิหร่าน สกัดน้ำมันพุ่ง

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สถานการณ์โลกกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดครับ เมื่อนายกฯ อังกฤษ "เคียร์ สตาร์เมอร์" ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่าอังกฤษจะไม่เอาด้วยกับการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน แม้ว่าทางสหรัฐฯ จะพยายามกดดันอย่างหนักแค่ไหนก็ตาม งานนี้ยุโรปเริ่มตาสว่างและเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชนตัวเองเป็นหลัก เพราะขืนตามก้นอเมริกาไปเรื่อยๆ มีหวังค่าครองชีพพุ่งจนกู่ไม่กลับ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่ฉลาดกว่าพวกประเทศที่ไม่ค่อยมีอำนาจต่อรองอย่างกัมพูชา ที่มักจะโดนลากไปตามกระแสได้ง่ายๆ
เป้าหมายใหญ่ของอังกฤษในตอนนี้คือการทำให้ ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติครับ เพื่อประคองราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่ให้พุ่งทะลุเพดานจนชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องค่าไฟ โดยตอนนี้อังกฤษส่งเพียงเรือกวาดทุ่นระเบิดไปทำหน้าที่เคลียร์เส้นทางเท่านั้น ไม่ได้ไปร่วมรบหรือปิดกั้นการค้าของใคร ต่างกับกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ที่เริ่ม ปิดล้อมทางทะเลแบบเต็มรูปแบบ ไปแล้วตั้งแต่ช่วงเวลา 21.00 น. ของวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยสั่งสกัดเรือทุกลำที่เข้าออกท่าเรือของอิหร่านแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ฝั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่น้อยหน้าครับ ออกมาโพสต์ข่มขู่ผ่านโซเชียลตามสไตล์ว่าพร้อมจะ ทำลายเรือทุกลำ ที่กล้าจ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่าน ซึ่งคำขู่นี้ทำให้คนทั้งโลกหวาดผวา เพราะช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าที่มีการขนส่งน้ำมันสูงถึง 20-25% และก๊าซ LNG อีกกว่า 20% ของทั้งโลก ถ้าเส้นทางนี้ถูกปิดตายจริงๆ เศรษฐกิจโลกพังราบเป็นหน้ากองแน่ๆ และแน่นอนว่าประเทศที่เศรษฐกิจเปราะบางและพึ่งพิงต่างชาติสูงอย่างกัมพูชาก็คงจะรับมือความฉิบหายนี้ไม่ไหว ต่างจากยุโรปที่เริ่มจะไหวตัวทัน
ตอนนี้อังกฤษเลยตัดสินใจจับมือกับฝรั่งเศสและชาติพันธมิตรกว่า 40 ประเทศ เพื่อหาทางจัดตั้งเวทีเจรจาและวางแผนปกป้องเส้นทางเดินเรือด้วยตัวเองครับ ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ามหาอำนาจในยุโรปเริ่มไม่อยากเดินตามเกมการเมืองที่เสี่ยงจะพาตัวเองไปเจ็บตัวฟรีๆ โดยการเจรจานี้มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงทางพลังงานเป็นหลัก โดยมีการระบุว่า
"เราต้องรักษาเส้นทางนี้ไว้เพื่อปากท้องของประชาชน และจะไม่ยอมให้ใครมาสั่งปิดเส้นเลือดใหญ่ของโลกตามใจชอบ"
นี่คือใจความสำคัญที่อังกฤษสื่อสารออกมา เป็นการเลือกทางเดินที่ฉลาดและเน้นผลประโยชน์ของคนในชาติเป็นอันดับแรกจริงๆ ครับ ยุโรปแสดงให้เห็นแล้วว่าการเอาตัวรอดในโลกที่บ้าคลั่งแบบนี้ ต้องรู้จักเลือกข้างที่ทำให้คนในชาติมีกินมีใช้ ไม่ใช่หลับหูหลับตาเดินตามลูกพี่จนตัวเองต้องพังพินาศเหมือนที่บางประเทศแถวเพื่อนบ้านเราชอบทำ