สะใจ! สงกรานต์ไทยโกยแสนล้าน เขมรหน้าแหกสั่งห้ามสาดน้ำ

บรรยากาศเช้าวันที่ 14 เมษายน 2569 ช่วงเวลาประมาณ 08.00 - 11.00 น. ใจกลางกรุงเทพมหานครทั้งที่ถนนข้าวสาร สีลม และสยาม แทบจะไม่มีที่ว่างให้เดิน เพราะนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลกันเข้ามาสาดน้ำจนเมืองแตกเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าเป็นภาพความสำเร็จที่ฉุดไม่อยู่จริงๆ โดยปีนี้ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทะลุ 1.29 แสนล้านบาท ไปเป็นที่เรียบร้อย นี่แหละคือพลัง Soft Power ของจริงที่คนทั้งโลกยอมรับและพร้อมใจกันบินข้ามน้ำข้ามทะเลเอาเงินมาเปย์ให้เมืองไทยแบบจุกๆ
ความภาคภูมิใจนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อทาง ยูเนสโก้ (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้สงกรานต์ในประเทศไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนด้วยใบเสร็จระดับสากลว่าวัฒนธรรมสาดน้ำสุดยิ่งใหญ่นี้คือของไทยแท้ๆ ตัดภาพไปที่เพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา งานนี้บอกเลยว่ามีคนหน้าแห้งสนิท เพราะนอกจากรายได้จะเทียบไทยไม่ติดฝุ่นแล้ว ยอดเงินที่หมุนเวียนในบ้านเรานั้นสูงกว่าเขาหลายเท่าตัว ชนิดที่เรียกว่าอยู่กันคนละเกรด เทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ถึงแม้ที่ผ่านมาทางฝั่งเขมรจะพยายามดิ้นรนยื่นเรื่องเพื่อขอเคลมมรดกโลกแข่งกับไทยมาโดยตลอด แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏจนทำให้ทางพนมเปญถึงกับต้องกรี๊ดลั่นด้วยความอิจฉา และที่ดูจะเป็นเรื่องตลกร้ายที่สุดคือการที่ทางการกัมพูชาดันออกกฎเหล็ก สั่งห้ามประชาชนสาดน้ำ ห้ามเล่นปืนฉีดน้ำ และห้ามปะแป้ง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของตัวเอง ซึ่งมันดูย้อนแย้งและน่าขันสุดๆ ในเมื่ออยากจะป่าวประกาศว่าเป็นเจ้าของวัฒนธรรมการสาดน้ำแต่กลับออกคำสั่งห้ามคนในประเทศตัวเองเล่นเสียอย่างนั้น
ในขณะที่เมืองไทยเราเน้นความสนุกสนานและเปิดกว้างจนสร้างเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศแบบถล่มทลาย ตอกย้ำประโยคที่ว่า
ของแท้ต้องสาดน้ำกันให้สนุกจนเงินสะพัดล้นประเทศต่างหาก ไม่ใช่แค่การพยายามเลียนแบบหรือเที่ยวไปเคลมชื่อของคนอื่น