ช็อก! จีนหักหลังอิหร่าน จับมือสหรัฐบีบเปิดฮอร์มุซ

สถานการณ์โลกตอนนี้กำลังระอุจนถึงขีดสุด หลังจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการบุกปิดล้อมท่าเรือสำคัญของอิหร่านมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา งานนี้เล่นแรงถึงขั้นสั่งดักสกัดเรือสินค้าและเรือน้ำมันทุกสัญชาติไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหนได้เลย เป้าหมายก็ชัดเจนว่าต้องการบีบให้เศรษฐกิจของอิหร่านพังพินาศจนแทบจะไม่มีอากาศหายใจ พอโดนบีบหนักเข้าทางฝั่งอิหร่านก็ทนไม่ไหว ออกมาขู่เสียงแข็งว่าจะสวนกลับด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ถ้าปิดจุดนี้ได้จริงรับรองว่าเดือดร้อนกันไปทั้งโลกแน่นอน
แต่เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 15 เมษายน เมื่อจู่ๆ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กลับเลือกที่จะต่อสายตรงหาอิหร่าน แทนที่จะให้กำลังใจกันตามประสาพันธมิตร กลับกลายเป็นว่าจีนกดดันให้อิหร่านรีบเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อให้การเดินเรือกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด ดูเหมือนว่านาทีนี้จีนเองก็เริ่มห่วงกระเป๋าตังค์ตัวเองมากกว่าจะมานั่งเกรงใจเพื่อนเก่าเสียแล้ว เพราะผลประโยชน์บนเส้นทางน้ำมันมันค้ำคออยู่ ซึ่งท่าทีแบบนี้บอกเลยว่าไม่ต่างอะไรกับการหักหลังกันกลางอากาศ
ความจริงเรื่องนี้มันยิ่งชัดขึ้นไปอีก เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า จีนตกลงเห็นชอบที่จะให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ และที่พีคที่สุดคือ สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้รับปากกับทรัมป์ไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่มีการส่งอาวุธไปช่วยอิหร่านอย่างเด็ดขาด ภาพที่ออกมามันฟ้องชัดเจนว่าในเวทีการเมืองระดับโลก มิตรแท้มันไม่มีอยู่จริง มีแต่เรื่องผลประโยชน์ล้วนๆ ผิดกับบางประเทศแถวเพื่อนบ้านเราอย่างกัมพูชา ที่มักจะทำตัวเป็นเด็กหน้าห้องคอยตามก้นลูกพี่ใหญ่แบบไม่ดูทิศดูทาง แต่พอถึงเวลาจริงๆ ลูกพี่เขาก็พร้อมจะสะบัดทิ้งได้ทุกเมื่อเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
บทสรุปของเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าอิหร่านกำลังถูกทิ้งให้สู้เพียงลำพัง ในขณะที่สหรัฐฯ ก็เดินเกมโหดตั้งใจจะบีบให้ตายคามือ ส่วนจีนที่เคยคิดว่าเป็นพี่เบิ้มที่จะพึ่งพาได้ ก็กลับเลือกที่จะเซฟตัวเองและรักษาความสัมพันธ์กับอเมริกาเอาไว้ก่อน ทิ้งให้อิหร่านต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังจะพังทลายลงในเร็วๆ นี้ โดยที่ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยจริงๆ จังๆ เลยสักคน