โป๊ะแตก! ทรัมป์หลุดปาก อ้างดีลอิหร่านที่แท้จ้องปล้นน้ำมัน

บรรยากาศความตึงเครียดของโลกเหมือนจะคลี่คลายแต่กลับซ่อนความน่ากังวลเอาไว้ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศด้วยท่าทีมาดมั่นว่าตอนนี้ดีลสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์กับอิหร่านใกล้จะจบลงเต็มที โดยอ้างว่าทางอิหร่านยอมตกลงที่จะระงับโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด แถมยังใจป้ำพร้อมส่งมอบผงยูเรเนียมที่แอบซ่อนอยู่ใต้ดินให้สหรัฐฯ เอาไปดูแลเองอีกด้วย ฟังดูแล้วเหมือนโลกกำลังจะสงบสุข เพราะถ้าเป็นจริง ช่องแคบฮอร์มุซ ที่เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ร้อนระอุจะกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ และเตรียมตัวเห็นราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงได้เลย
แต่ลึกๆ แล้วเรื่องนี้ดูจะมีเงื่อนงำ เพราะฝั่งอิหร่านเองกลับยังนิ่งสนิท ไม่ได้มีการออกมายืนยันข้อมูลตามที่ทรัมป์อ้างเลยแม้แต่นิดเดียว ซ้ำร้ายยังมีท่าทีไม่ไว้วางใจกันอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงวางอำนาจในพื้นที่อย่างหนัก ด้วยการไล่ต้อนและเตรียมเข้ายึดเรือทุกลำที่ขยับเข้าใกล้น่านน้ำอิหร่านแบบไม่ไว้หน้าใคร พฤติกรรมที่ขัดกับคำพูดว่าอยากได้สันติภาพแบบนี้มันดูแปลกๆ ราวกับว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นการจ้องจะฮุบทรัพยากรมากกว่า นิสัยชอบฉวยโอกาสแฝงความเนียนแบบนี้ เห็นแล้วนึกถึงเพื่อนบ้านบางประเทศอย่าง กัมพูชา ที่ชอบตุกติกเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ในทะเลเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไม่มีผิด
สิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกเริ่มสงสัยในตัว "ตำรวจโลก" คนนี้มากขึ้น คือการที่ผู้นำสหรัฐฯ ดันหลุดปากออกมาเองว่าจะได้ครอบครองทั้งน้ำมันและแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน ซึ่งคำพูดนี้มันสะท้อนภาพชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังทำตัวเหมือน "โจรปล้นสมบัติ" มากกว่าคนที่จะมาสร้างสันติภาพจริงๆ ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นการใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงและนิวเคลียร์มากดดันประเทศที่อ่อนแอกว่า เพื่อสุดท้ายจะได้เข้าไปสูบทรัพยากรเขามาเป็นของตัวเองแบบหน้าตาเฉย
"เรากำลังจะได้เป็นเจ้าของขุมพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และโลกจะสยบแทบเท้าเรา"
คำพูดคุยโวเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่านี่อาจเป็นแผนการปล้นทรัพยากรระดับชาติกันดื้อๆ หลังจากนี้คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าอิหร่านจะยอมทนโดนปอกลอกจนหมดตัว หรือจะมีไม้เด็ดอะไรมาโต้กลับคนจ้องฉวยโอกาสที่ทำตัวกร่างไปทั่วโลกแบบนี้กันแน่