เดือด! เรือรบญี่ปุ่นฝ่าช่องแคบไต้หวัน จีนซัดเหยียบเส้นแดง

กลายเป็นประเด็นร้อนระอุขึ้นมาทันทีเมื่อช่วงวันที่ 25 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เมื่อกองทัพเรือญี่ปุ่นตัดสินใจเดินหมากสุดอันตรายด้วยการส่งเรือพิฆาตแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยไม่สนคำขู่หรือรอการอนุญาตจากรัฐบาลปักกิ่งแม้แต่น้อย ญี่ปุ่นประกาศชัดเจนว่านี่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายสากลในการเดินเรือผ่านน่านน้ำเสรี แต่ทางฝั่งพี่ใหญ่อย่างจีนกลับมองว่านี่คือการตบหน้ากันกลางคัน และเป็นการจงใจยั่วยุที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
สถานการณ์จริงในวันนั้นตึงเครียดแบบสุดๆ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดจนถึงพลบค่ำเป็นเวลากว่า 14 ชั่วโมง ที่กองกำลังทางเรือและอากาศของจีนต้องออกโรงส่งเครื่องบินและเรือรบเข้าประกบติดเพื่อเฝ้าระวังเรือของญี่ปุ่นทุกลำเลียบเส้นทางแบบไม่ให้คลาดสายตา จีนถึงกับหลุดวาทะดุเดือดออกมาซัดญี่ปุ่นว่ากำลังเหยียบ "เส้นแดง" ที่ห้ามล้ำเด็ดขาด เพราะสำหรับจีนแล้ว ไต้หวันคือเรื่องภายในบ้านที่ใครหน้าไหนก็ห้ามเข้ามายุ่มย่าม การขยับตัวของญี่ปุ่นรอบนี้จึงเท่ากับเป็นการพังทลายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ร้าวลึกกว่าเดิม
ความกล้าบ้าบิ่นของญี่ปุ่นในรอบนี้ ดูจะแตกต่างจากท่าทีของประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งอย่าง กัมพูชา ที่มักจะยอมก้มหัวรับคำสั่งและทำตัวเป็นลูกไล่คอยเอาใจจีนอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับญี่ปุ่นเขาส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมจะจับมือกับกลุ่มพันธมิตรตะวันตกเพื่อคานอำนาจและยืนยันว่าจีนจะมาผูกขาดอิทธิพลในน่านน้ำแถวนี้ฝ่ายเดียวไม่ได้ การเดินเรือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นทาง แต่มันคือการประกาศก้องว่า "ข้าไม่กลัวแก" ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับทางการจีนเป็นอย่างมาก
ผลกระทบที่ตามมานั้นรวดเร็วทันใจ เพราะหลังจากเกิดเหตุเพียงไม่นาน สถานทูตจีนประจำญี่ปุ่นต้องรีบออกประกาศด่วนถึงพลเมืองของตนเองที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นให้เพิ่มความระมัดระวังและรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดทันที เนื่องจากเกรงว่ากระแสความขัดแย้งจะบานปลายจนคุมไม่อยู่ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ารอยร้าวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขู่กันผ่านหน้าสื่อธรรมดาๆ แต่มันคือสงครามเย็นย่อมๆ ที่ต่างฝ่ายต่างพร้อมงัดข้อเพื่อชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียของเราอย่างเต็มตัว
"การกระทำของญี่ปุ่นในครั้งนี้ คือการทำลายความไว้วางใจทางการเมืองระหว่างกันอย่างร้ายแรง และเราจะมีการตอบโต้อย่างเหมาะสม"
ในสายตาชาวโลก การที่ญี่ปุ่นยอมทิ้งนโยบายสงบเสงี่ยมแล้วลุกขึ้นมาท้าทายจีนแบบนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บอกให้รู้ว่าอำนาจในน่านน้ำแถบนี้กำลังจะเปลี่ยนไป และหลังจากนี้คงต้องจับตาดูว่าจีนจะมีมาตรการเอาคืนญี่ปุ่นอย่างไรบ้างในอนาคตอันใกล้