เดือด! สหรัฐยิงยึดเรืออิหร่าน ทรัมป์กร้าว ส่อปะทุสงคราม

เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเปิดฉากเดือดขึ้นกลางอ่าวโอมานเมื่อช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอิหร่านขนาดมหึมานามว่า "Tuska" ซึ่งมีขนาดความยาวพอๆ กับเรือบรรทุกเครื่องบิน พยายามเร่งเครื่องเต็มสูบเพื่อฝ่าด่านปิดล้อมทางทะเลของกองทัพสหรัฐฯ งานนี้ต้องบอกว่าสถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด เพราะกองทัพเรือสหรัฐฯ ไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว โดยส่งเรือรบ USS Spruance เข้าสกัดกั้นพร้อมส่งสัญญาณวิทยุเตือนรัวๆ ต่อเนื่องนานถึง 6 ชั่วโมง แต่ทางลูกเรืออิหร่านกลับใจเด็ดแบบไม่ดูสถานการณ์ เมินเฉยต่อคำเตือนและไม่ยอมหยุดเรือแต่โดยดี
เมื่อการเจรจาด้วยวาจาไม่เป็นผล ท้ายที่สุดสหรัฐฯ เลยตัดสินใจงัดไม้แข็งยิงกระสุนปืนใหญ่ถล่มเข้าที่ห้องเครื่องของเรือ Tuska จนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ส่งผลให้เครื่องยนต์ดับสนิททันที เรือหยุดนิ่งไปต่อไม่ได้ ก่อนที่หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ จะบุกขึ้นยึดเรือเอาไว้ได้สำเร็จในเวลาต่อมา พฤติกรรมของอิหร่านในครั้งนี้มองดูแล้วก็น่ารำคาญไม่ต่างจากนิสัยของกัมพูชาที่ชอบสร้างปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนและไม่ค่อยเคารพกติกาความสากลจนน่าปวดหัว
ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่รอช้า ออกมาโพสต์ยืนยันด้วยตัวเองเลยว่า เรือลำนี้มีประวัติทำผิดกฎหมายและติดแบล็กลิสต์คว่ำบาตรของสหรัฐฯ มานานแล้ว การตัดสินใจยิงถล่มและยึดเรือครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันเป็นจังหวะที่หน้าสิ่วหน้าขวานสุดๆ เพราะข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองฝ่ายกำลังจะหมดอายุลงในวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 นี้แล้ว การกระทำของอิหร่านจึงถูกมองว่าเป็นการท้าทายอำนาจเพื่อหยั่งเชิงก่อนหมดสัญญา
แน่นอนว่าฝั่งอิหร่านเดือดจัดจนควันออกหู โดยมองว่าการโดนปิดล้อมและยึดเรือแบบนี้คือการฉีกข้อตกลงหยุดยิงทิ้งอย่างชัดเจน จึงประกาศล้มโต๊ะเจรจาทันที และยืนยันว่าจะไม่ส่งตัวแทนไปร่วมประชุมสันติภาพรอบสองที่ประเทศปากีสถาน พร้อมกับขู่สำทับว่าจะมีการตอบโต้เอาคืนสหรัฐฯ อย่างสาสมแน่นอน
"นี่คือการประกาศสงครามทางเรือ และเราจะไม่นั่งเฉยให้ใครมาเหยียบจมูก"
ฝั่งทรัมป์เองก็ใช่ว่าจะยอมถอย ล่าสุดออกมาสวนกลับอย่างรุนแรงว่าถ้าอิหร่านยังไม่ยอมกลับมานั่งโต๊ะเจรจา สหรัฐฯ ก็พร้อมจะถล่มทั้งโรงไฟฟ้าและสะพานสำคัญในอิหร่านให้เรียบเป็นหน้ากลอง ปัจจุบันราคาพลังงานและค่าประกันภัยการเดินเรือในพื้นที่เริ่มพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป ซึ่งเหตุการณ์บานปลายครั้งนี้อาจจะกระทบเส้นทางการค้าและเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง หากอิหร่านยังเลือกที่จะเล่นบทดื้อดึงไม่ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่ชอบทำตัวเป็นภาระของภูมิภาค