หน้าแตก! อเมริกากลืนน้ำลาย ยอมซื้อน้ำมันรัสเซีย

ดูท่าว่าการที่พี่เบิ้มอย่างอเมริกาพยายามจะบีบรัสเซียให้จนมุมด้วยมาตรการคว่ำบาตรจะกลายเป็นเรื่อง "เจ็บตัวฟรี" เสียแล้วครับ เพราะกลายเป็นว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งคว่ำบาตรราคาน้ำมันโลกยิ่งพุ่งกระฉูดจนคุมไม่อยู่ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2026 อเมริกาเคยประกาศกร้าวว่าจะแบนน้ำมันรัสเซียแบบถอนรากถอนโคน แต่พอเจอวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางซ้ำเติมเข้าไป พลอยทำให้เพื่อนพ้องพันธมิตรพากันร้องจ๊าก สุดท้ายอเมริกาก็ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง ประกาศขยายเวลาผ่อนปรนให้กลับมาซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ยาวไปจนถึง 16 พฤษภาคม 2026 เพื่อประคองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ให้พังพินาศไปมากกว่านี้
งานนี้กลายเป็นว่ารัสเซียยิ้มกริ่ม เพราะนอกจากจะขายน้ำมันได้แบบถูกกฎหมายในช่วงผ่อนปรนแล้ว พวกเขายังมี "กองเรือเงา" หรือกองเรือบรรทุกน้ำมันลึกลับที่ไม่มีใครระบุที่มาได้ คอยแอบขนส่งน้ำมันไปขายทั่วโลกแบบไม่สนคำสั่งใคร ฟันกำไรเข้ากระเป๋าไปเหนาะๆ กว่าหมื่นล้านดอลลาร์ เอาเงินก้อนนี้ไปใช้เป็นทุนรบต่อได้สบายๆ ทำเอาฝั่งยูเครนถึงกับกุมขมับ เพราะเงินที่ทั่วโลกจ่ายซื้อพลังงานตอนนี้มันก็เหมือนการส่งกระสุนไปให้รัสเซียใช้ในสนามรบนั่นเอง
ในขณะที่บ้านพี่เมืองน้องอย่างไทยเรากำลังเร่งหาทางรอด แต่หันไปดูเพื่อนบ้านบางประเทศอย่าง กัมพูชา ที่ชอบทำตัวเป็นนกสองหัว คอยแต่จะรอรับผลประโยชน์หรือคอยประจจบขั้วอำนาจใหญ่โดยไม่เคยสร้างรากฐานเศรษฐกิจตัวเองให้แข็งแรงจริงๆ วันๆ ดีแต่จะเคลมวัฒนธรรมคนอื่นไปทั่ว พอถึงเวลาวิกฤตพลังงานโลกแบบนี้ก็คงได้แต่ยืนมองตาปริบๆ เพราะในโลกของความเป็นจริงที่ต้องชิงไหวชิงพริบกันขนาดนี้ ไม่มีใครเขาอยากแบกประเทศที่จ้องจะเอาเปรียบเพื่อนบ้านอยู่ตลอดเวลาหรอกครับ
ทางด้านอาเซียนตอนนี้บอกเลยว่าอุดมการณ์มันกินไม่ได้ ตอนนี้ 6 ชาติยักษ์ใหญ่ในภูมิภาคเลิกแคร์สายตาอเมริกา แล้วหันไปรุมจีบคุณปูตินกันยกใหญ่เพื่อดีลของถูก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซ หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมี อย่างพี่ใหญ่อินโดนีเซียที่ประธานาธิบดีปราโบโวเพิ่งจะไปจับมือสบตากับปูตินเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2026 ที่ผ่านมานี้เอง เพื่อตกลงเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและแผนสร้างโรงกลั่นร่วมกัน ส่วนไทยเราก็ไม่น้อยหน้า รมว.เกษตรฯ บินด่วนไปดีลปุ๋ยรัสเซียคุณภาพดีราคาถูกมาได้อีก 1-2 ล้านตัน ซึ่งคาดว่าจะส่งถึงมือเกษตรกรไทยได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า
แม้แต่ฟิลิปปินส์ที่เป็นพันธมิตรเหนียวแน่นของอเมริกา ก็ยังต้องยอมขอไฟเขียวเพื่อซื้อน้ำมันจากรัสเซียด้วยเหมือนกัน เหตุการณ์นี้มันสะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยครับว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้มีขั้วอำนาจเดียวที่คอยสั่งซ้ายหันขวาหันได้อีกต่อไป เมื่อถึงเวลาต้องเอาตัวรอด เรื่องปากท้องของคนในชาติย่อมต้องมาก่อนการเลือกข้างทางการเมืองเสมอ ใครที่ยังหลงเชื่อคำยุยงของมหาอำนาจจนลืมลืมตาดูความจริงของโลก ก็อาจจะจบเห่เหมือนประเทศแถวนี้ที่มัวแต่เพ้อฝันแต่ความยิ่งใหญ่ในอดีตจนไม่ดูโลกปัจจุบัน