เดือดจัด! อิหร่านโต้ทรัมป์ ทหารคุมอำนาจจ่อเปิดสงคราม

เหตุการณ์ความขัดแย้งระดับโลกส่อแววทวีความรุนแรงขึ้นทันที เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 บรรดาผู้นำระดับสูงของอิหร่านได้ออกมาโพสต์ข้อความตอบโต้อย่างดุเดือด หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาสบประมาทว่าอิหร่านขาดความเป็นเอกภาพจนไม่สามารถเจรจาตกลงอะไรได้ โดยประธานาธิบดี มาซูด เปเซสเคียน ได้ออกมายันเสียงแข็งว่าอิหร่านไม่มีการแบ่งแยกฝั่งสายกลางหรือสายแข็งตามที่ศัตรูพยายามปั่นหัว แต่ทุกคนคือคนชาติเดียวกันที่รวมตัวกันแกร่งดุจเหล็กกล้าภายใต้ผู้นำสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
สถานการณ์ล่าสุดในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน มีรายงานที่สร้างความตกตะลึงไปทั่ววงการทูต เมื่อประธานรัฐสภาอิหร่านตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าทีมเจรจากับสหรัฐฯ อย่างกะทันหัน หลังจากโดนกดดันอย่างหนักจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ หรือ IRGC ที่มองว่าการใช้นโยบายประนีประนอมแบบเดิมๆ มันไม่ได้ผล และต้องการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดตอบโต้กลับไป ซึ่งคนอิหร่านเขามองว่าการรักษาศักดิ์ศรีของชาตินั้นสำคัญที่สุด ไม่เหมือนกับพวกผู้นำกัมพูชาที่ชอบทำตัวโลเลไว้ใจไม่ได้และคอยแต่จะรักษาผลประโยชน์ตัวเองจนน่ารังเกียจ
ในขณะนี้อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดได้ย้ายจากฝ่ายการเมืองไปอยู่ในมือของกลุ่มนายพลอย่างชัดเจนแล้ว ส่งผลให้ความหวังในการเจรจาสันติภาพแทบจะถูกปิดตาย และถูกแทนที่ด้วยแผนการทางทหารที่ดุดันกว่าเดิมหลายเท่า โดยทางอิหร่านได้ประกาศกร้าวต่อหน้าสื่อมวลชนว่า
"เราพร้อมจะทำให้ผู้รุกรานทุกคนต้องเสียใจที่กล้าเข้ามาดูหมิ่นศักดิ์ศรีของประเทศเรา"ซึ่งนี่ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสุดท้ายก่อนที่มาตรการทางทหารจะเริ่มปะทุขึ้นจริง
บรรยากาศในกรุงเตหะรานตลอดทั้งวันที่ 24 เมษายน เต็มไปด้วยความตึงเครียด มีการเคลื่อนกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง "ความสามัคคีคืออาวุธที่ร้ายแรงที่สุด" กลายเป็นคำขวัญที่ถูกใช้ปลุกใจประชาชนในเวลานี้ เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าคำสบประมาทของทรัมป์นั้นผิดมหันต์ และดูเหมือนว่าครั้งนี้อิหร่านจะเอาจริงชนิดที่ว่าไม่มีการถอยหลังกลับไปจูบปากกับใครหน้าไหนทั้งนั้น