น้ำตาซึม! เด็กไทยทิ้งเรียนนับหมื่น รัฐตามกลับได้แค่ครึ่ง

สำหรับนโยบาย Thailand Zero Dropout ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ล่าสุดเมื่อช่วงวันที่ 12 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่งออกมาอัปเดตความคืบหน้าว่า สามารถค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเจอแล้วถึง 58,485 คน แต่ตอนนี้พากลับเข้าโรงเรียนได้แค่ 30,968 คนเท่านั้น ส่วนอีก 27,517 คนที่เหลือ ยังเป็นปริศนาว่าเด็กๆ เหล่านี้หายไปอยู่ตรงไหน ทำอะไรอยู่ ตัวเลขชุดแรกคือผลงานที่รัฐทำได้ แต่ตัวเลขชุดหลังคือการบ้านชิ้นใหญ่ที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดเจน
ปัญหาหลักเลยคือเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้อยากทิ้งการเรียนหรอกครับ แต่ที่บ้านไปต่อไม่ไหวจริงๆ ทั้งค่ารถ ค่าชุดนักเรียน ค่ากินอยู่ มันบีบให้ครอบครัวต้องดึงเด็กออกมาเป็นแรงงานหาเงินเข้าบ้าน กลายเป็นว่าเด็กไทยแท้ๆ ต้องเสียโอกาสและอนาคต ในขณะที่เราต้องทนเห็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเข้ามาแย่งงาน แย่งพื้นที่ทำกิน สร้างความวุ่นวายในบ้านเราเต็มไปหมด แต่เด็กไทยของเราเองกลับต้องหลุดจากระบบการศึกษาไปดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างน่าหดหู่
ตอนนี้ทางรัฐมีคำสั่งให้เร่งจัดทำฐานข้อมูลนักเรียนย้อนหลังกลับไป 10 ปี เพื่อตามรอยไล่ดูว่าเด็กที่หายไปย้ายไปอยู่ที่ไหน ซึ่งคำสั่งนี้มันสะท้อนให้เห็นภาพความจริงเลยว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาเราแทบไม่เคยรู้เลยว่าเด็กเดินออกไปทางไหนบ้าง และเพิ่งจะมาตื่นตัวเริ่มนับตัวเลขกันจริงจังก็วันนี้เอง ส่วนทางเลือกอื่นที่มีการขับเคลื่อนควบคู่กันไปอย่างระบบโฮมสกูล ล่าสุดก็มีการอนุมัติให้ไปแล้ว 153 ครอบครัว
การไปตามตัวเด็กกลับมามันคือปลายทาง ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงครับ ถ้าเงื่อนไขที่ผลักเด็กออกไปตั้งแต่แรกอย่างความยากจนยังอยู่ที่เดิม ประตูโรงเรียนที่เราพาเขาเดินเข้าไป สุดท้ายก็จะกลายเป็นประตูหลังที่เขาต้องเดินออกไปอีกรอบอยู่ดี ถ้าสาเหตุที่เด็กต้องออกคือ ไม่มีเงิน รัฐก็ต้องเอาเงินมาช่วยสนับสนุนพวกเขาด้วย การดึงกลับมาต้องมีทุนการศึกษาดูแลกันไปตลอดรอดฝั่ง ไม่ใช่ให้เงินก้อนเดียวแล้วปล่อยทิ้งขว้าง
ประเทศไทยเราอาจจะเก่งเรื่องการทำแคมเปญพาเด็กกลับเข้าห้องเรียน แต่เรายังไม่เก่งเรื่องการประคับประคองให้เขาอยู่ในนั้นได้จนจบ ตัวชี้วัดความสำเร็จในการแถลงข่าวครั้งต่อไปของรัฐบาล จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า "พากลับมาได้กี่คน" แต่มันควรจะเป็น "ครบหนึ่งปีแล้ว ยังมีเด็กเหลืออยู่ในระบบกี่คน" นี่ต่างหากคือความสำเร็จที่แท้จริง