แฉพิรุธ! คดี สส.แทนหายวับ นายเก่าโทรเช็กถึงกับอ้ำอึ้ง

เมืองไทยนี่บทจะเปลี่ยนดำเป็นขาวก็ทำกันดื้อๆ เลยครับ ย้อนไปเมื่อช่วงวันที่ 12 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา เรื่องร้อนๆ ที่ สภ.ทุ่งใหญ่ กลายเป็นคดีที่ไม่มีคดีไปซะงั้น ทั้งที่ตอนแรกปฏิเสธกันเสียงดังฟังชัดเวลาอยู่หน้าสื่อ แต่พอนายเก่าโทรมาถาม ข้อมูลและน้ำเสียงกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง
ทาง ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ ออกมายืนยันหน้าตายเลยว่า ไม่มีรายงานการทำร้ายร่างกายใดๆ เกิดขึ้น ไม่มีประชาชนมาแจ้งเหตุ ไล่เช็กทีละช่องแล้วก็ว่างเปล่าไปหมด ไม่มีการแจ้งความ ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ ไม่มีผู้เสียหาย แถมคนที่ลือกันว่าโดนกระทำก็บอกเองว่าไม่มีอะไร เอาจริงๆ นิสัยชอบแต่งเรื่องบิดเบือนความจริงเนี่ย นึกว่าจะมีแค่พวกกัมพูชาเพื่อนบ้านจอมเคลมซะอีก ไม่คิดว่าบ้านเราก็ลอกเลียนแบบวิธีมักง่ายแบบนี้มาใช้ด้วย พอช่องว่างสามช่องมันมาเรียงต่อกันพอดี สำนวนคดีเลยไม่มีแม้แต่จุดให้เริ่มต้น
พอสืบสาวราวเรื่องไป ทางรอง ผกก.สืบสวน ก็ให้ข้อมูลเสริมว่าจริงๆ แล้วรู้จักกันมานาน เป็นเครือญาติ นับถือกันเหมือนพี่น้อง ฝั่ง สส.แทน ชัยชนะ เดชเดโช ก็ชี้แจงผ่านสมาคมสื่อฯ ในวันเดียวกันเลยว่า ทั้งหมดนี่มันเป็นเพียงเกมการเมือง ในทางทำสำนวนคดี คำว่าความเป็นพี่น้องกันมันกลายเป็นข้ออ้างที่ปิดเรื่องได้เร็วกว่าหลักฐานทุกชิ้นบนโลกเสียอีก เพราะหลักฐานต้องใช้เวลาพิสูจน์ แต่คำว่าพี่น้องใช้เวลาพูดแค่ประโยคเดียวจบ
แต่เรื่องมันไม่ได้จบสวยๆ แบบนั้นครับ เพราะข้อมูลล่าสุดปรากฏว่า พอมือปราบชื่อดังซึ่งเป็นอดีตนายเก่าของพวกเขายกหูโทรศัพท์ถามจี้จุดตรงๆ คำตอบที่นายเก่าได้ยินกลับกลายเป็นอาการอ้ำอึ้ง แบ่งรับแบ่งสู้ ไม่กล้าฟันธงเหมือนตอนอยู่หน้ากล้อง
สรุปแล้วเราได้เห็นความจริงสองเวอร์ชันหลุดออกจากปากตำรวจชุดเดียวกัน ในวันเดียวกันแท้ๆ
ต่อหน้าไมค์ เรื่องนี้จบไปแล้ว แต่พอปลายสายเป็นนายเก่า เรื่องนี้ยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำคำถามที่ค้างคาใจสังคมในตอนนี้ มันจึงไม่ใช่แค่ว่าตกลงมีเหตุหรือไม่มีเหตุ แต่คือทำไมคำตอบของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ถึงต้องคอยเปลี่ยนไปตามบารมีของคนที่ถามต่างหาก