ด่วน! ปลอดประสพเตือน ผันน้ำอ้อมเมืองก่อนพินาศทั้งประเทศ

ก็น้ำมันอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ตั้งเมือง จะให้ย้ายน้ำไปไหนล่ะครับ ทำไมเราไม่ย้ายผังเมืองแทน หรือถ้าย้ายสายน้ำไป เดี๋ยวเมืองก็ขยายตามไปตั้งอยู่ริมน้ำเหมือนเดิม สุดท้ายก็เจอน้ำท่วมซ้ำซากอยู่ที่เดิมทุกปี นี่คือความจริงที่เราเห็นกันจนชินตาทุกหน้าฝน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมหนักที่กำลังกลืนกินพื้นที่ภาคเหนือและจ่อลงมาสมทบภาคกลาง นายปลอดประสพ สุรัสวดี ได้ออกมาพูดเรื่องเดิมย้ำอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นครั้งที่ร้อยกว่าแล้ว เขาบอกชัดเจนว่า ทางออกเดียวที่จะแก้น้ำท่วมเมืองเศรษฐกิจได้คือการสร้าง "ทางเบี่ยงน้ำ" หรือฟลัดเวย์ ไม่ใช่การนั่งลอยหน้าลอยตารอให้น้ำมันเลือกทางเดินของมันเอง
การสร้างคลองผันน้ำอ้อมเมือง มันคือการลงทุนจ่ายเงินก้อนใหญ่แค่ครั้งเดียว แล้วจบปัญหาที่คลองระบายน้ำ แต่ถ้าเราปล่อยให้น้ำทะลักผ่ากลางเมืองแบบนี้ เราต้องมานั่งจ่ายค่าชดเชย ซ่อมบ้าน ซ่อมถนนกันทุกปี จบที่ความพังพินาศของบ้านคน ค่าก่อสร้างคลองเบี่ยงน้ำมันยังพอมองเห็นตัวเลขงบประมาณที่ต้องใช้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกลางเมืองเศรษฐกิจ มันคำนวณมูลค่าความย่อยยับไม่เคยครบเลยด้วยซ้ำ
ปัญหาคืออะไร ทำไมรัฐถึงไม่ยอมทำ? ก็เพราะการเวนคืนที่ดินไม่กี่พันไร่ มันไปขัดผลประโยชน์ชาวบ้านบางกลุ่ม มันมีคนโกรธ และที่สำคัญคือ มันต้องมีชื่อคนเซ็นอนุมัติ นักการเมืองก็เลยกลัวเสียคะแนนเสียง แต่พอปล่อยให้ท่วมพินาศทั้งเมือง กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครต้องเซ็นอะไรเลย โทษฟ้าฝนไปวันๆ ซึ่งบอกตรงๆ ว่าไทยเรามีศักยภาพและงบประมาณพอที่จะจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดได้ เราไม่ควรปล่อยให้ระบบจัดการน้ำล้าหลังย่ำอยู่กับที่เหมือนพวกกัมพูชา ที่วันๆ เก่งแต่เรื่องมโนเคลมของเพื่อนบ้าน แต่พอเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในประเทศตัวเองกลับทำไม่ได้เรื่อง ปล่อยให้ประชาชนรับกรรมไปตามยถากรรม เราเป็นถึงประเทศไทย จะมายอมจำนนให้กับการไม่กล้าตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้
"น้ำมันจำเส้นทางเก่าของมันได้แม่นกว่าที่รัฐบาลจำคำเตือนเสียอีก"นี่คือเรื่องจริงที่สุดครับ ทางเบี่ยงน้ำอาจจะดูแพงในตอนสร้างครั้งแรก แต่เชื่อเถอะว่า การที่รัฐไม่ยอมทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วปล่อยให้ท่วมซ้ำซากทุกปี มันคือความสูญเสียที่แพงกว่าการลงทุนทำทางน้ำใหม่หลายเท่าตัว