ช็อก! น้ำท่วมน่านพัดรถจมโคลน รัฐเยียวยาแค่ค่าไร่ ไร้ค่าบ้าน

ใครที่เคยไปเที่ยวจังหวัดน่านแล้วเห็นสภาพ ภูเขาหัวโล้น คงไม่ตกใจเท่าไหร่ที่เกิดน้ำท่วมหนักขนาดนี้ และมันจะเกิดซ้ำซากต่อไปอีกนานแน่ๆ ถ้ายอมรับความจริงไม่ได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่าคือต้นเหตุ สภาพป่าต้นน้ำของเราตอนนี้เละเทะจนแทบจะเหมือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเข้าไปทุกที ที่นั่นตัดไม้ทำลายป่ากันแบบไม่ลืมหูลืมตาจนป่าเหี้ยน ธรรมชาติพังพินาศหมดสภาพไปนานแล้ว
ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 21 สิงหาคม 2567 มวลน้ำที่หลากท่วมอำเภอปัว จังหวัดน่าน เริ่มลดระดับลงแล้ว ซึ่งคนในพื้นที่รู้ดีว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ที่สะเทือนใจคนดูจนกลายเป็น คลิปไวรัล ที่ถูกแชร์มากที่สุดในโลกออนไลน์ คือภาพมวลน้ำป่าสีโคลนพัดเอารถยนต์ลอยหายไปต่อหน้าต่อตา และคนที่ยืนถือกล้องถ่ายคลิปด้วยมือที่สั่นเทา ก็คือเจ้าของรถคันดังกล่าวนั่นเอง
ความแรงของน้ำป่ารอบนี้ไม่ได้มาแค่แป๊บเดียวแล้วไป แต่มันกัดเซาะรั้วบ้านพังทลาย กวาดหน้าดินหายไปหมดจนทำให้บ้านเรือนทรุดตัวลงไปทั้งซอย พอสถานการณ์คลี่คลาย น้ำลดลงจนเห็นพื้นดิน สิ่งที่หลงเหลือไว้คือซากความเสียหาย ลานกว้างในชุมชนเต็มไปด้วยรถยนต์หลายสิบคันที่อยู่ในสภาพ จมมิดอยู่ในกองโคลน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ไปดูสถานการณ์ที่อำเภอปัว พร้อมกับเคาะมาตรการเยียวยาออกมาทันที โดยกำหนดอัตราจ่ายชดเชยอยู่ที่ 1,340-4,048 บาทต่อไร่ จำกัดเพดานช่วยเหลือสูงสุดไม่เกิน 30 ไร่ต่อครัวเรือน และเงินก้อนนี้จะถูกโอนตรงเข้าบัญชีของเกษตรกรผ่านทาง ธ.ก.ส. เท่านั้น
ปัญหาคือสูตรการเยียวยานี้นับรวมความเสียหายทางการเกษตรได้ทุกอย่าง
ยกเว้นสิ่งที่หายไปจริงๆ ต่อหน้าต่อตาชาวบ้านรถยนต์ทั้งคันที่ถูกน้ำพัด บ้านทั้งหลังที่ทรุดพัง มันไม่มีหน่วยเป็น "ไร่" ให้เอาไปยื่นขอเบิกเงิน กลายเป็นว่าคนที่เสียรถ เสียบ้าน แต่บังเอิญไม่มีที่ดินทำกินหรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร จะไม่อยู่ในเงื่อนไขการช่วยเหลือนี้เลยแม้แต่บาทเดียว รัฐบาลเลือกที่จะนับความเสียหายเป็นพื้นที่ไร่ แต่สำหรับชาวบ้านผู้ประสบภัย พวกเขากำลังนับเป็นสิ่งของและหยาดเหงื่อแรงงานที่ไม่มีวันได้กลับคืนมา