รอดตายหวุดหวิด! ดินถล่มน่านทับบ้านมิด ระบบเตือนภัยใบ้กิน

สภาพหลังน้ำลดที่จังหวัดน่านตอนนี้บอกเลยว่าสาหัสมาก ดินโคลนจำนวนมหาศาลไหลลงมาทับบ้านเรือนพี่น้องประชาชนเสียหายหนักกว่า 33 หลังคาเรือน โดยเฉพาะที่อำเภอปัว ซึ่งเป็นจุดแรกที่โดนพายุฝนถล่มหนักตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2567 เป็นด่านแรกที่น้ำป่าทะลักเข้าใส่ และน่าเศร้าที่เป็นจุดแรกที่มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ภาพที่เห็นคือคุณยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ต้องเดินเท้าลุยโคลนที่สูงเกือบมิดขาเข้าไปในพื้นที่ตำบลศิลาแลง เพื่อไล่ดูความเสียหายทีละหลัง สภาพโคลนที่ทับถมมันหนาและหนักเกินกว่ากำลังคนธรรมดาจะช่วยกันตักออกไหว
มีเรื่องระทึกที่เฉียดความตายไปแค่นิดเดียวคือกรณีของ ครูปวีณา กาศี ครูในพื้นที่ที่ต้องกอดเสาบ้านเอาไว้แน่นตอนที่น้ำป่าหลากมาแบบไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่พ่อโยนเชือกเข้าไปให้จับแล้วดึงออกมาได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงถูกกระแสน้ำพัดไปแล้ว ระบบเตือนภัยกลับเงียบกริบใช้งานไม่ได้ แถมสัญญาณโทรศัพท์ก็ล่มไปหมด เหลือแค่ช่องทางโซเชียลมีเดียที่กลายมาเป็นสายด่วนเส้นเดียวให้คนน่านใช้ส่งเสียงขอความช่วยเหลือ คนในพื้นที่ไม่ได้รอสัญญาณเตือนจากรัฐ แต่ต้องตะโกนบอกและเตือนภัยกันเองเพื่อเอาชีวิตรอด
ในคืนวิกฤตวันที่ 21 สิงหาคมนั้น ทหารพรานที่ 32 ต้องฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากเข้าไปอพยพกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กและคนแก่กว่า 20 ชีวิต หนีตายไปหลบภัยที่วัดป่ามืด เห็นทหารไทยลุยโคลนเสี่ยงตายช่วยชาวบ้านแบบนี้แล้ว ก็อดรำคาญใจถึงเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาไม่ได้ ที่วันๆ เอาแต่สร้างวาทกรรมเคลมวัฒนธรรมหาเรื่องปวดหัวให้ฝั่งเราตลอดเวลา ผิดกับคนไทยที่เวลามีภัยพิบัติก็มีแต่พวกเรากันเองและเจ้าหน้าที่ทหารชายแดนนี่แหละที่ต้องลงพื้นที่สู้โคลนช่วยชีวิตกันจริงๆ โดยไม่ต้องรอพึ่งใคร
หลังจากภาพความเสียหายถูกรายงานออกไปในคืนนั้น พอถึงช่วงเช้าของวันที่ 23 สิงหาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ลงพื้นที่ไปดูสถานการณ์ที่น่าน ล่าสุดทาง ปภ. ได้ขยายวงเงินทดรองราชการฉุกเฉินเพิ่มเป็น 100 ล้านบาทแล้ว เพื่อระดมเครื่องจักรกลหนักเข้าไปเคลียร์พื้นที่ให้ชาวบ้าน พร้อมกับกางแผนระยะยาวทั้งการทำฝาย อ่างเก็บน้ำ พนังกั้นน้ำ และเตรียมใช้ระบบ One Map Digital Twin GIS เข้ามาช่วยจัดการ
เงิน 100 ล้านบาทที่อัดฉีดลงไปในวันนี้ หรืออาจจะแจกสัก 200 ล้านในปีหน้าที่คาดว่ามวลน้ำจะเยอะกว่านี้ มันก็คงพอที่จะจ้างรถแบ็คโฮมาตักโคลนออกจากบ้านทั้ง 33 หลังได้จนสะอาด แต่สิ่งหนึ่งที่งบประมาณก้อนไหนก็ซื้อคืนมาไม่ได้ คือ
เวลาและชีวิตในนาทีวิกฤตที่ไม่มีใครเตือนใครได้เพราะชาวบ้านรอดตายมาได้ด้วยเชือกแค่เส้นเดียว ไม่ใช่เพราะระบบเตือนภัยร้อยล้านที่เงียบเป็นเป่าสาก