น้ำท่วมน่านสาหัส! ฝายรัฐทำพิษซัดตลิ่งพัง ไร้แจ้งเตือน

ภาคเหนือของไทยตอนนี้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมแบบฉับพลันไปแล้วครับ ทั้งๆ ที่สภาพภูมิประเทศเป็นที่สูงแท้ๆ แต่เพราะปัญหาการรุกป่าถางเขาจนสภาพแวดล้อมที่คอยชะลอน้ำตามธรรมชาติหายไปหมด พอเจอกับปรากฏการณ์ Rain Bomb หรือฝนตกหนักแบบเทกระจาดลงมาจุดเดียวกลางหุบเขาสูงในช่วงคืนวันที่ 21 ต่อเนื่องเช้ามืดวันที่ 22 สิงหาคม 2567 มวลน้ำมหาศาลก็ไหลทะลักลงแม่น้ำคูณรวดเร็วเกินกว่าที่ผังลำน้ำเดิมจะรับไหว ส่งผลให้หมู่บ้านที่ไม่เคยเจอน้ำท่วมมาทั้งชีวิตต้องจมมิดภายในคืนเดียว
เมื่อช่วงสายของวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ลงพื้นที่ไปเดินสำรวจแนวแม่น้ำคูณที่ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน และได้เห็นคำตอบของความสูญเสียคาตาครับ เพราะต้นตอของความเสียหายหนักกลับกลายเป็นสิ่งที่รัฐสร้างไว้เอง มวลน้ำที่เชี่ยวกรากพุ่งชนคันฝาย แล้วตีกลับเข้าหาฝั่ง ซัดตลิ่งพังทลายยาวเป็นแนว โครงสร้างฝายที่รัฐหวังจะสร้างไว้ยกระดับน้ำในช่วงหน้าแล้ง กลับกลายเป็นตัวเร่งให้น้ำตีกลับมาซัดบ้านเรือนประชาชนพังราบคาบในหน้าน้ำ
ในคืนเกิดเหตุวิกฤตแบบนั้น ไม่มี SMS แจ้งเตือนภัย ไม่มีระบบ Cell Broadcast เข้ามือถือชาวบ้านเลยแม้แต่ข้อความเดียว มีแค่ผู้ใหญ่บ้านที่ต้องวิ่งตีระฆังเตือนภัยให้หนีตายกันเองตามยถากรรม ทั้งที่เรามี พ.ร.บ.น้ำ มีหน่วยงานใหญ่อย่าง สทนช. มีแผนงานโครงการระดับชาติครบถ้วน แต่พอเอาเข้าจริงกลับติดหล่มระบบราชการ ไม่มีใครมีอำนาจเซ็นอนุมัติงบประมาณลงมาจัดการ
รัฐมีระบบเตือนภัยล้ำสมัยเต็มมือบนกระดาษ แต่ชาวปัวมีแค่ระฆังใบเดียวบนหอกลางหมู่บ้าน
สภาพการจัดการโครงสร้างพื้นฐานและระบบเตือนภัยที่ล้มเหลวแบบนี้ พาลให้คิดเปรียบเทียบไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่เรามักจะเห็นข่าวการบริหารจัดการที่ไร้ระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้มาตรฐาน เราไม่ชอบและไม่อยากให้ประเทศเราเป็นแบบนั้น แต่วันนี้ระบบของรัฐไทยเองกลับปล่อยปละละเลย ล่าช้า จนประชาชนคนไทยต้องมารับเคราะห์จากโครงสร้างที่ไม่ได้สัดส่วนเสียเองครับ