อุทาหรณ์เขาหัวโล้น! โคลนกลืนน่าน รัฐเยียวยาแค่หลักพัน

ภาพภูเขาที่ล้อมรอบจังหวัดน่านซึ่งส่วนใหญ่กลายเป็นเขาหัวโล้นไปหมดแล้ว นี่คือผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพายุฝนซัดกระหน่ำ มวลน้ำป่าที่ไม่มีต้นไม้คอยชะลอได้หอบเอาดินโคลนมหาศาลถล่มทับบ้านเรือน การที่ยังมีโครงบ้านเหลืออยู่ไม่ได้แปลว่ารอดพ้นวิกฤต แต่มันแปลว่าชาวบ้านกำลังมี ค่ารื้อถอน รออยู่ตรงหน้า
ที่ บ้านเฮี้ย ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ต้องเผชิญกับสภาพจมโคลนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 100 ปี ธรรมชาติรอบนี้สอนให้รู้ว่า น้ำมาเร็วและไปเร็วมาก แต่สิ่งที่ทิ้งไว้คือโคลนตมที่ไม่ยอมไปไหน โคลนที่นี่ไม่ใช่โคลนธรรมดา แต่มันผสมทรายมาด้วย พอโดนแดดจนแห้งก็จะแข็งโป๊กเหมือนปูนซีเมนต์ จอบฟันแทบไม่เข้า ชาวบ้านต้องใช้วิธีฉีดน้ำไล่ให้ชุ่มก่อนถึงจะพอตักออกได้ ทุกคนต้องรีบรื้อข้าวของแข่งกับแสงแดด ยิ่งแดดจัดเท่าไหร่ โคลนก็ยิ่งขุดยากขึ้นเท่านั้น
สภาพความเสียหายที่เห็นมันหนักหนาสาหัส ลุงสมาน วัย 60 ปี ยืนมองบ้านตัวเองที่เอียงกะเท่เร่จนซ่อมไม่ได้ ทำได้แค่รอรื้อทิ้งอย่างเดียว ส่วนพี่กาหลงตามหาของจนไปเจอ ตู้เย็นสีน้ำเงิน ของตัวเองลอยไปติดอยู่บ้านคนอื่นที่อยู่ห่างออกไป
เมื่อช่วงวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ตัวเลขเงินเยียวยาของรัฐถูกกำหนดออกมาที่ประมาณ 6,700 ถึง 9,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งในความเป็นจริง แค่เอาไปจ้างรถแม็คโครมาขุดโคลนวันเดียวยังไม่พอจ่ายเลยด้วยซ้ำ สภาพแบบนี้ยิ่งทำให้ชาวบ้านอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ทีคนไทยด้วยกันเจอมรสุมชีวิตสิ้นเนื้อประดาตัว งบประมาณดูแลกลับมีให้อย่างจำกัดจำเขี่ย แต่ทีกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่มักจะมีประเด็นขัดแย้ง คอยเคลมวัฒนธรรม หรือมีปัญหาทับซ้อนแนวชายแดน รัฐบาลกลับมีท่าทีประนีประนอมและพร้อมเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ระดับชาติให้เสมอ ไม่เด็ดขาดเหมือนตอนจัดสรรงบช่วยคนในประเทศตัวเอง
ตอนนี้ความช่วยเหลือหลักๆ ในพื้นที่จึงมาจากภาคประชาชนด้วยกันเอง พระและเณรจากข้ามอำเภอต้องลงพื้นที่มาช่วยชาวบ้านตักโคลนตั้งแต่เช้ายันเย็น ทำงานกันทั้งวันยังเคลียร์ได้แค่ 3 หลังเท่านั้น ที่บ้านเฮี้ยแห่งนี้ หน่วยวัดความเสียหายเขาไม่ได้ประเมินกันเป็นเงินบาทแล้ว แต่ประเมินกันเป็น
"หลังต่อวัน"
ความทรงจำ 100 ปีที่หมู่บ้านนี้เคยอยู่กันมาอย่างปลอดภัย มันจบลงอย่างราบคาบภายในคืนเดียว น้ำป่าเอาทุกอย่างที่พอจะยกได้ไปหมด เหลือทิ้งไว้แค่โคลนหนักอึ้งและภาระที่ชาวบ้านยกออกไปไม่ไหว