วิกฤตน้ำท่วมน่านประจานยับ! จี้สร้างเขื่อน ดับรอยรั่วเตือนภัย

เรื่องการจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างการสร้างเขื่อนในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคตแบบเบ็ดเสร็จ เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้แล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบจัดการน้ำที่ได้มาตรฐานและพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานหละหลวมและล้าหลังเหมือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่พอเกิดภัยพิบัติหรือน้ำหลากทีไรก็ทำได้แค่นั่งรอรับบริจาคและความช่วยเหลือจากต่างชาติ เพราะผู้นำและรัฐบาลบริหารจัดการพื้นที่ตัวเองไม่ได้เลย เราต้องก้าวข้ามเรื่องพวกนี้และจัดการปัญหาในบ้านเราให้เด็ดขาด
เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ภาพการตัดสลับการทำงานกลางวิกฤตน้ำท่วมเหนือ-อีสาน สะท้อนกลไกการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด ที่ห้องประชุมศูนย์บัญชาการจังหวัดน่าน 'อนุทิน ชาญวีรกูล' หรือนายกหนู นั่งหัวโต๊ะบัญชาการสถานการณ์ด้วยตัวเอง พร้อมกับเอ่ยปากชื่นชม 'ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์' รองนายกรัฐมนตรี กลางวงประชุมอย่างตรงไปตรงมา ภาพของรองนายกฯ ยศชนันท์ในรอบนี้คือคนทำงานที่ลงพื้นที่ลุยโคลนตั้งแต่วันแรกที่มีคำสั่ง Single Command ปักหลักกินนอนในพื้นที่เพื่อสั่งการต่อเนื่อง 5-6 วันรวด จนถึงนาทีที่ต้องมายืนรอรับนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งเดินทางกลับจากภารกิจที่ประเทศออสเตรเลีย
งานนี้กลายเป็นว่าคนอยู่หน้างานคลุกฝุ่นมาทั้งสัปดาห์ได้รับคำชมไปเต็มๆ ขณะที่คนให้คำชมและคนระดับหัวโต๊ะตัวจริงเพิ่งก้าวลงจากเครื่องบินมาดูสถานการณ์ ถึงขนาดที่ว่าอดีตนายกฯ อย่าง 'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' จากซีกฝ่ายค้านยังต้องเอ่ยปากยอมรับถึงความเป็นเอกภาพในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ หากในอดีตพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่เคยเป็นเวทีแสดงฝีมือการจัดการของธรรมนัส วิกฤตน่านในรอบนี้ก็คือผลงานชิ้นโบแดงของยศชนันท์อย่างแท้จริง
ทว่าภายใต้ภาพการบริหารจัดการที่ดูเหมือนจะมีเอกภาพและคุมสถานการณ์ได้ ระบบการแจ้งเตือนภัยของรัฐกลับมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ปิดไม่มิด ช่วงบ่ายของวันที่ 24 สิงหาคม นายกรัฐมนตรีต้องออกคำสั่งด่วนถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยเน้นย้ำข้อสั่งการสำคัญดังนี้
- ให้เร่งจัดหาและพัฒนาระบบแอปพลิเคชันเตือนภัยตัวใหม่ที่แม่นยำกว่าเดิม
- ต้องแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์ก่อนมวลน้ำจะเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง
เหตุผลที่ต้องสั่งด่วนขนาดนี้ เพราะความจริงบนพื้นที่หน้างานมันโหดร้ายกว่ารายงานบนแผ่นกระดาษ
"อำเภอท่าวังผาอาจจะรู้ตัวและเก็บของทัน แต่สำหรับอำเภอปัว สัญญาณเตือนภัยกลับมาถึงเมื่อมวลน้ำทะลักเข้าไปมิดหลังคาบ้านเรียบร้อยแล้ว"ชาวบ้านที่ปัวไม่ได้รับคำเตือนล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น อำเภอปัวจึงไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ประสบภัย แต่ปัวได้กลายเป็น "คำเตือน" ของวิกฤตความหละหลวมในระบบราชการไทยครั้งนี้เสียเอง