ไฟไหม้พนมเปญวอด! เขมรคุยโตปกป้องอธิปไตยแต่ดับไฟไม่ได้

น่าจับตาดูว่ารัฐบาลไทยชุดไหนหรือใครจะกล้าไปนั่งโต๊ะเจรจากับเขมรในช่วงเวลานี้ เพราะภาพที่ปรากฏออกมามันสะท้อนให้เห็นความจริงที่สวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง เมื่อช่วงเที่ยงครึ่งของวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ ตลาดมังกรทอง ในย่านตลาดเดิมใจกลางกรุงพนมเปญ ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้เลย
สภาพที่เกิดเหตุคือความล้มเหลวของระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างแท้จริง ตรอกซอกซอยที่คับแคบทำให้รถดับเพลิงเข้าไปไม่ถึงจุดต้นเพลิง แผงค้าที่ตั้งชิดติดกันบวกกับสินค้าที่เป็นเชื้อไฟอย่างดีทำให้ไฟลามเร็วมาก ทั้งตลาดไม่มีหัวจ่ายน้ำดับเพลิง ไม่มีทางหนีไฟที่ได้มาตรฐาน และแน่นอนว่าพ่อค้าแม่ค้าไม่มีประกันภัยแผงค้าเลยสักคน ภาพที่เห็นคือชาวบ้านต้องวิ่งหนีตายและพยายามขนของหนีด้วยมือเปล่าท่ามกลางความโกลาหล
ถ้าลองเทียบกับกรุงเทพฯ บ้านเรา ความต่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง ระบบการจัดการน้ำ เวลาเกิดเหตุในไทย เรามีหัวจ่ายน้ำประปาดับเพลิงอยู่ริมถนน มีสถานีดับเพลิงประจำเขต แค่ลากสายยางต่อก็มีน้ำฉีดหล่อเลี้ยงกองเพลิงได้ต่อเนื่อง แต่ที่พนมเปญยังใช้วิธีโบราณคือดับไฟด้วยรถบรรทุกน้ำ พอฉีดจนน้ำหมดถัง การดับเพลิงก็ต้องหยุดชะงัก ไฟก็ได้พักหายใจและลุกลามต่อ ระหว่างที่ต้องรอรถดับเพลิงวิ่งฝ่าการจราจรกลับไปเติมน้ำมาใหม่
แต่ห่างจากกองเพลิงที่กำลังเผาผลาญใจกลางเมืองหลวงไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร งานประชุมระดับนานาชาติ ISC2 กลับเดินหน้าจัดต่อไปแบบหน้าตาเฉย บนเวทีนั้น ฮุน เซน กำลังจับไมค์พูดเรื่องอธิปไตยและการปกป้องดินแดนอย่างฉะฉาน
เขาพูดถึงสงครามยุคใหม่ที่เปลี่ยนตลาดให้กลายเป็นสนามรบซึ่งมันย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่อยู่ห่างออกไปแค่นิดเดียว
ตลาดมังกรทองแห่งนี้ไม่ได้มีข้าศึกที่ไหนมาบุกรุก มีแต่เถ้าถ่านจากความหละหลวมของบ้านเมืองตัวเอง บนเวทีการเมืองอาจจะทวงคืนดินแดนหรือคุยโตโอ้อวดได้ทั้งวัน แต่ในชีวิตจริง แค่รักษาตลาดใจกลางเมืองหลวงของตัวเองไว้สักแห่งยังทำไม่ได้เลย สถานการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า อธิปไตยและความมั่นคงที่แท้จริง เขาวัดกันที่ความพร้อมของหัวจ่ายน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่วาทกรรมผ่านไมโครโฟน