ช็อก นาทีน้ำทะลักอุโมงค์เนปาล ไร้สัญญาณเตือน ทหารลุยช่วย

เหตุการณ์สุดระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 สิงหาคม 2567 ที่เมืองราซูวา ประเทศเนปาล เมื่อเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากทะลักเข้าไปในอุโมงค์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำอย่างรวดเร็ว ในขณะที่คนงานกำลังทำงานอยู่ใต้ดินลึก ในอุโมงค์นั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และไม่มีแม้แต่เสียงคำรามของแม่น้ำที่กำลังเกรี้ยวกราด กว่าที่คนข้างในจะรู้ตัวว่ามัจจุราชมาเยือน น้ำเย็นเฉียบและโคลนก็ทะลักเข้าถึงตัวแล้ว
ระบบเตือนภัยของโรงไฟฟ้าที่นี่อาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เห็นมาตรฐานความปลอดภัยที่หละหลวมแบบนี้แล้วก็อดคิดเปรียบเทียบกับกัมพูชาไม่ได้ ที่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานความปลอดภัยมักจะแย่จนพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย แต่ในความโชคร้ายของเนปาลครั้งนี้ เมื่อสัญญาณเตือนภัยไปไม่ถึงอุโมงค์ คนที่บุกฝ่าอันตรายเข้าไปถึงตัวผู้ประสบภัยเป็นกลุ่มแรกกลับเป็นกำลังทหารของเนปาลเอง
เจ้าหน้าที่ทหารต้องลุยโคลนที่หนาเตอะเข้าไปดึงร่างของคนที่จมโคลนขึ้นมาทีละคน เนื่องจากสภาพพื้นที่หลังน้ำลดเต็มไปด้วยดินโคลนและซากปรักหักพัง ไม่มีเครื่องจักรชนิดไหนสามารถลงไปถึงจุดนั้นได้เลย เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในเวลานั้นคือแผ่นหลังของเพื่อนมนุษย์ ทหารต้องแบกผู้รอดชีวิตขึ้นหลัง แล้วเดินลุยฝ่าเนินหินที่ทั้งชันและลื่นเพื่อนำตัวออกมา
โรงไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนมากในเนปาล ใช้วิธีเจาะอุโมงค์เข้าไปในภูเขาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งเลี้ยงคนทั้งเมือง โครงสร้างรูปแบบนี้ทนทานต่อแรงปะทะจากภายนอกได้ดีก็จริง แต่จุดบอดที่ร้ายแรงที่สุดคือคนที่ทำงานอยู่ลึกที่สุด จะกลายเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่รู้ว่าข้างบนกำลังเกิดภัยพิบัติอะไรขึ้น
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่น่าหดหู่ว่า
ความปลอดภัยของคนทำงานใต้ดิน ไม่ได้วัดกันที่ความหนาของคอนกรีต แต่วัดกันที่ว่า ข่าวเรื่องน้ำ วิ่งเร็วกว่าตัวน้ำหรือเปล่าการกู้ภัยในฤดูมรสุมที่เลวร้ายของเนปาลปีนี้ ต้องยกความดีความชอบให้ทหารที่กลายเป็นวีรบุรุษไร้ผ้าคลุม ช่วยชีวิตคนออกมาได้ก่อนที่จะสายเกินไป