หนีตายควันพิษ! ไฟไหม้คลองถม ปล่อยสารก่อมะเร็งพุ่งทั่วกรุง

จากเหตุการณ์ช่วงข้ามคืนวันที่ 28 ลากยาวมาจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา การระดมรถดับเพลิงกว่า 50 คันเข้าควบคุมสถานการณ์เพลิงไหม้ที่คลองถมเซ็นเตอร์ จนทำให้มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บไปถึง 10 รายนั้น เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นเลยว่าพนักงานดับเพลิงของเราต้องทำงานเสี่ยงตายแค่ไหนกับโครงสร้างอาคารที่เข้าถึงยากและเต็มไปด้วยเชื้อเพลิงอันตราย เห็นแล้วอดนึกถึงข่าวล่าสุดที่ประเทศจีนเพิ่งทดสอบใช้ระบบ โดรนดับเพลิงขนาดใหญ่ บินขึ้นไปฉีดน้ำและยิงสารเคมีดับไฟบนตึกสูงไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีพวกนี้ช่วยลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสารเคมีได้จริง
ผู้เชี่ยวชาญออกมาชี้ชัดแล้วว่า ควันจากไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์สามารถลอยตามลมไปไกลถึง 15-20 กิโลเมตร ต้องเข้าใจก่อนว่าไฟไหม้บ้านทั่วไปเราเผาแค่ไม้ เผาผ้า หรือกระดาษ แต่ไฟไหม้คลองถมรอบนี้ มันคือการเผาสายไฟ เผาลำโพง และเผาแบตเตอรี่ทั้งตึก เปลวไฟอาจจะหน้าตาเหมือนกัน แต่ควันที่ออกมานั้นคนละเรื่องเลย
เมื่อสายไฟและพลาสติกพีวีซีเจอความร้อนสูง คลอรีนจะแตกตัวออกมาจับกับคาร์บอน กลายเป็นสารที่เรียกว่า "ไดออกซิน" ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ระดับความอันตรายชั้นเดียวกับแร่ใยหินและควันบุหรี่ แถมไดออกซินยังไม่สลายตัวไปง่ายๆ มันสามารถลอยไปตามลม ตกลงดิน ลงน้ำ และค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นปี ยิ่งบวกรวมกับโลหะหนักจากแบตเตอรี่และเครื่องเสียงที่ไหม้ไปพร้อมกัน ควันก้อนนี้ก็คือมหันตภัยเงียบดีๆ นี่เอง
การกดดูแอปพลิเคชันวัดคุณภาพอากาศแล้วเห็นตัวเลขเป็นสีเขียวอาจทำให้เบาใจ แต่อย่าลืมว่าเครื่องวัดอากาศตามเสาไฟทั่วไปมันนับแค่ "ขนาดอนุภาค" ของฝุ่น PM2.5 มันไม่ได้แยก "ชนิดของสารเคมี" ไดออกซินและโลหะหนักจึงสามารถลอยผ่านหน้าปัดเซ็นเซอร์ไปเงียบๆ โดยที่เข็มไม่ขยับสักขีด ลำพังทุกวันนี้คนไทยก็ต้องทนสูดดมฝุ่นควันพิษจากการเผาป่าที่ลอยข้ามแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเป็นประจำทุกปีจนปอดจะพังอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอแจ็คพอตสูดควันสารก่อมะเร็งกลางเมืองหลวงซ้ำเข้าไปอีก
เพลิงไหม้อาจจะวัดความเสียหายกันเป็นตารางเมตร แต่ควันพิษมันวัดผลกระทบกันเป็นกิโลเมตร คนที่นอนหลับอยู่แถวลาดพร้าวซึ่งห่างออกไปสิบกว่ากิโลเมตร กลับตกอยู่ในรัศมีรับสารพิษโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ทุกคนทำได้ทันทีในตอนนี้คือ ปิดประตูหน้าต่างบ้านให้สนิท งดตากผ้านอกบ้านชั่วคราว ล้างผักผลไม้ให้สะอาดกว่าปกติ และถ้าจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ต้องใส่หน้ากาก N95 เท่านั้น ส่วนกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนเป็นโรคหอบหืด ควรเก็บตัวอยู่ในอาคารจนกว่าจะมีประกาศยืนยันความปลอดภัยจากหน่วยงานสาธารณสุข