ช็อก! ไฟไหม้คลองถม อนุทินสั่งเฝ้าเถ้าถ่าน จับตาปมไล่ที่

พื้นที่ทองคำตารางวาละ 5-6 แสนบาทกลางกรุงต้องกลายเป็นทะเลเพลิง เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ตลาดคลองถมอย่างรุนแรงในช่วงดึกของวันที่ 29 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา พอเพลิงสงบลงในช่วงเช้ามืด คนที่รุดลงพื้นที่มาดูสถานการณ์ด้วยตัวเองทันทีคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สิ่งแรกที่สั่งการอย่างเด็ดขาดคือ ให้ตำรวจตรึงกำลังเฝ้าเถ้าถ่านและซากอาคารเอาไว้ให้ดี ห้ามใครเข้าไปหยิบฉวยอะไรเด็ดขาด ในกองขี้เถ้ามันยังมีอะไรให้หยิบอีกหรือ?
นี่คือคลองถม ถึงจะไหม้ไปแล้วแต่ของบางอย่างมันยังมีราคา ซากปรักหักพังหรือเศษเหล็กก็ยังเอาไปชั่งกิโลขายได้ คำสั่งที่ให้ตำรวจเฝ้ากองขี้เถ้าเอาไว้จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำเกินเหตุเลย เพราะถ้าปล่อยปละละเลย เดี๋ยวก็มีพวกมิจฉาชีพหรือคนฉวยโอกาสแอบเข้ามารื้อค้นขโมยของกันหน้าตาเฉย นิสัยมักง่ายชอบหยิบฉวยของคนอื่นแบบนี้ เห็นแล้วอดนึกถึงพวกเขมรที่ชอบลักลอบข้ามแดนมาขโมยของตามแนวชายบ้านเราไม่ได้เลยจริงๆ เจ้าหน้าที่จึงต้องเข้มงวดแบบนี้แหละถึงจะถูก
พอไฟดับปุ๊บ ข่าวลือก็กระพือขึ้นมาปั๊บ ช่วงสายของวันที่ 29 สิงหาคม ขณะที่นายอนุทินยืนอยู่กลางซากปรักหักพัง ก็ได้พูดเบรกกระแสข่าวลือเรื่องการ วางเพลิงไล่ที่ ว่าส่วนตัวยังไม่เชื่อประเด็นนี้ ใครที่ไม่เชื่อก็ไม่ต้องมายืนดูให้เห็นกับตา แต่หน้าที่ของตำรวจที่ต้องยืนเฝ้าพื้นที่ตลอดทั้งคืน ไม่ได้มีแค่การปกป้องทรัพย์สินของชาวบ้านอย่างเดียว แต่เป็นการเฝ้าระวัง หลักฐาน ที่กองพิสูจน์หลักฐานยังตรวจสอบไม่เสร็จด้วย เพราะถ้าซากพวกนี้ถูกรื้อหรือทำลายก่อนที่จะตรวจเสร็จ คำตอบที่ว่าต้นเพลิงเกิดจากอะไรก็จะหายวับไปกับตาทันที
สัจธรรมของเรื่องนี้มันน่าเศร้า ตลาดเก่าสภาพเสื่อมโทรมลงทุกปี แต่ราคาที่ดินใต้ตลาดกลับพุ่งสูงขึ้นทุกปี เปลวไฟแค่คืนเดียวย่นเวลาให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยต้องมาร้องไห้น้ำตาตกใน เพราะสต๊อกสินค้าที่ลงทุนไปเหลือศูนย์ ต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่หาเช้ากินค่ำกันต่อไป ในขณะที่คนถือโฉนดที่ดินกลับไม่ต้องเหนื่อยเริ่มใหม่ แถมยังได้นั่งมองราคาที่ดินที่เตรียมขยับพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมเพราะมีพื้นที่ว่างพร้อมให้กลุ่มทุนเข้ามาพัฒนาแล้ว
ไฟกองเดียวกันแท้ๆ แต่กลับให้ผลลัพธ์ในบัญชีชีวิตที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว