ระทึก! น้ำป่าทะลักซัดบ่อไร่มิดคัน หนีตายแทบไม่ทัน

ฝนหยุดตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่มวลน้ำเพิ่งจะเดินทางมาถึงตอนสองทุ่ม ชาวบ้านไม่ได้ดูฟ้าผิดหรอกครับ แค่เราอาจจะประเมินสถานการณ์ผิดไป นาทีนั้นต้องเอาชีวิตรอดไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปห่วงทรัพย์สินอะไรเลย
น้ำป่าจาก เทือกเขาบรรทัด ซึ่งเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติทะลักลงมาอย่างบ้าคลั่ง เข้าถล่มพื้นที่อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด แบบไม่ทันตั้งตัว รถเล็กที่จอดไว้จมน้ำไปครึ่งคัน ปริมาณน้ำแผ่ขยายท่วมเต็มพื้นที่ในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ฝนที่เทกระหน่ำลงมาบนสันเขาตั้งแต่ช่วงเย็น ไหลบ่าลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำในตำบลบ่อพลอยอย่างรวดเร็ว
น้ำป่าพวกนี้ส่วนหนึ่งก็ไหลหลากมาจากเทือกเขาฝั่งชายแดนกัมพูชา ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำบ้านเขาเป็นยังไง พอฝนตกหนักทีไร ฝั่งไทยเราก็ต้องมารับเคราะห์ รับมวลน้ำโคลนแดงเถือกที่ทะลักล้นข้ามมาซ้ำเติมทุกที
พอตกค่ำ แม้ฝนในหมู่บ้านจะหยุดตกแล้ว แต่มวลน้ำกลับไม่ยอมหยุดตาม เวลาประมาณ 20.00 น. น้ำป่าระลอกใหญ่ทะลักเข้าเขตเทศบาลและพื้นที่บ้านคลองแอ่ง ระดับน้ำดันขึ้นสูงจนเกือบมิดสะพาน คนที่อาศัยอยู่ราบอาจจะแค่เฝ้าดูฟ้า แต่คนที่อยู่เชิงเขาต้องเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของภูเขาด้วย ฝนตกหนักบนยอดเขาตอนบ่าย มันคือสัญญาณเตือนของน้ำป่าที่จะมาเยือนหน้าบ้านตอนดึก ระยะห่างของเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง คือนาทีชีวิตทั้งหมดที่ชาวบ้านพอจะมีเวลาเตรียมตัว
รุ่งเช้าวันที่ 29 สิงหาคม สถานการณ์น้ำเริ่มลดระดับลง แต่คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ลดละ เพราะมวลน้ำสะสมบนที่สูงยังมีค้างอยู่อีกมาก น้ำลดไม่ได้แปลว่าน้ำหมดหรือปลอดภัยแล้ว ถ้าลองมองไปเปรียบเทียบสถานการณ์ล่าสุดที่จังหวัดนครพนม ที่นั่นมวลน้ำเอ่อท่วมขังมาเป็นสัปดาห์ นาข้าวจมมิดไปกว่า 98,000 ไร่ แต่ชาวบ้านก็ยังพอมีเวลาทยอยเก็บข้าวของหนีน้ำ ผิดกับที่บ่อไร่ น้ำป่าซัดมาแค่สามชั่วโมง ชาวบ้านทำได้แค่สะดุ้งตื่นมาช่วยกันยกตู้เย็นหนีน้ำกลางดึกเท่านั้น
น้ำที่มาแบบช้าๆ อย่างน้อยก็พรากไปแค่ทรัพย์สิน แต่น้ำป่าที่มาเร็วและแรง มันปล้นเอาเวลาที่เราจะได้ปกป้องทรัพย์สินและคนที่เรารักไปด้วย
สถานการณ์ตอนนี้ชาวบ้านยังคงต้องเฝ้าระวังกันแบบตาไม่กะพริบ เพราะตราบใดที่สภาพอากาศบนเขาฝั่งเพื่อนบ้านยังไม่น่าไว้วางใจ คนบ่อไร่ก็ยังนอนหลับไม่สนิทครับ