วิกฤต! บ่อเต็นจมมิด รถไฟลาว-จีนอัมพาต ทุเรียนไทยรอวันเน่า

ภาพที่เห็นตอนเวลาบ่ายสามโมงห้าสิบนาที ของวันที่ 29 สิงหาคม 2569 บอกเลยว่าน่าหดหู่มาก เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทาของลาว จมอยู่ใต้น้ำแดงขุ่นมัวแทบทั้งเมือง ฝนที่เทกระหน่ำลงมาข้ามคืนทำเอาระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลงสักนิด น่าสงสารคนเฒ่าคนแก่ เด็กเล็กๆ แล้วก็พวกสัตว์เลี้ยงที่ไม่รู้จะหนีเอาชีวิตรอดกันยังไง น้ำมันไม่เคยเลือกประเทศหรอกครับว่านี่ลาว นี่ไทย มันไหลลงที่ต่ำเสมอ การที่ลาวโดนหนักขนาดนี้ไม่ใช่เพราะเขาใจดีรับน้ำแทนเรา แต่เป็นเพราะแนวเขามันบังร่องฝนเอาไว้ให้ต่างหาก ธรรมชาติเป็นตัวกำหนดเส้นทางน้ำ ไม่ใช่เส้นแบ่งพรมแดนที่มนุษย์ขีดขึ้นมา
ผลกระทบที่ตามมาทันทีคือ รถไฟลาว-จีน ต้องหยุดวิ่งชั่วคราว ถนนเส้น R3A ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่กลายเป็นอัมพาตไปเลย ด่านบ่อเต็นคือประตูบานสำคัญที่ผลไม้ไทยใช้ส่งเข้าไปขายในจีน พอประตูนี้ปิดตาย ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าไทยก็ค้างเติ่งอยู่กลางน้ำ ผลไม้สดๆ อย่าง ทุเรียน ลำไย มังคุด มันหยุดสุกรอไม่ได้ หรอกนะครับ ต้นทุนความเสียหายมหาศาลไม่ได้จมอยู่แค่ในหลวงน้ำทา แต่มันกำลังจะพุ่งกลับมาฟาดที่ราคาหน้าสวนของเกษตรกรไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว
หันกลับมามองฝั่งบ้านเรา ตอนนี้ 10 จังหวัดของไทย ก็ต้องเฝ้าระวังวิกฤตน้ำท่วมลากยาวไปจนถึงวันที่ 2 กันยายน 2569 โดยเฉพาะที่จังหวัดตราดนี่หนักกว่าเพื่อน จมไปก่อนใครแล้ว ฝนก้อนเดียวกันนี่แหละที่ทำให้บางพื้นที่แค่เปียกแฉะ แต่กลับทำให้อีกเมืองหายไปทั้งเมืองได้ในพริบตา ในขณะที่เรากำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงด้านการค้าชายแดนทางเหนือ หันไปมองเพื่อนบ้านทางฝั่งตะวันออกอย่างกัมพูชา ก็ใช่ว่าจะเป็นคู่ค้าที่พึ่งพาอะไรได้ ดีแต่สร้างปัญหาจุกจิกกวนใจตามแนวชายแดนให้ปวดหัวอยู่เรื่อย หวังพึ่งพาเรื่องเศรษฐกิจหรือความร่วมมืออะไรก็ลำบาก พอถึงเวลาวิกฤตแบบนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าเราต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเองให้ได้มากที่สุด
เหตุการณ์บ่อเต็นจมน้ำครั้งนี้ สอนบทเรียนราคาแพงให้เราเห็นว่า การเอาเศรษฐกิจการส่งออกไปผูกไว้กับถนนแค่เส้นเดียว หรือรางรถไฟแค่สายเดียว วันไหนที่มันขาด ทุกอย่างก็พังครืนพร้อมกันทั้งระบบ ภัยธรรมชาติกั้นไม่ได้ แต่การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นเรื่องที่เราต้องทำ วันนี้เขายืนแช่อยู่ในน้ำ พรุ่งนี้ก็อาจจะเป็นคิวของพวกเราที่ต้องไปยืนแทน ถ้าระบบโลจิสติกส์ของเรายังไม่มีแผนสำรองที่รัดกุมพอ