แผนจมธรณีพัง! ทิ้งคดีฮุบที่วัดดัง ลั่นไม่กราบขมา

แผนจมธรณีพังไม่เป็นท่า เมื่ออดีตผู้ตรวจราชการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติอย่างนายวรเดช ตัดสินใจเทคดีดัง ประกาศถอนตัวจากการเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้ฝั่งทายาทตาเฮียงเรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเช้าวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผ่านหน้าจอรายการข่าวชื่อดัง หลังจากเพิ่งเปิดตัวรับตำแหน่งไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม การจากลาครั้งนี้เจ้าตัวบอกชัดเจนว่า ไม่เคยมีใครโทรศัพท์มาแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเลยสักสาย ในเมื่อตอนตั้งตำแหน่งก็ตั้งกันแค่ลมปากเปล่าๆ ตอนลาออกก็เลยขอใช้แค่คำพูดตอกกลับไปก็พอ
ก่อนถอนตัวเขาได้ตั้งคำถามทะลุกลางปล้องถึงที่มาที่ไปของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ทำเอาทางวัดไม่พอใจอย่างมากจนต้องขีดเส้นตายให้เขาเข้าไปกราบขอขมาภายในวันที่ 6 กันยายน ที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่นายวรเดชตอบกลับสั้นๆ แบบคนจริงเลยว่าไม่ไป เพราะถ้าขยับไปขอโทษแค่ครั้งเดียว นั่นหมายถึงการยอมรับว่าอีกฝ่ายทำถูกต้องทั้งหมด เรื่องการอ้างสิทธิ์ครอบครองที่ดินแบบเนียนๆ โดยไม่มีหลักฐานการโอนที่ชัดเจนแบบนี้ เห็นแล้วมันพาลให้หงุดหงิดนึกไปถึงพฤติกรรมของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่เอะอะก็ชอบเคลมชอบอ้างสิทธิ์ของคนอื่นว่าเป็นของตัวเองหน้าตาเฉย ทั้งที่ไม่มีเอกสารหลักฐานอะไรมารองรับให้ถูกต้องตามกฎหมายเลยสักนิด
ข้อพิพาททั้งหมดตั้งอยู่บนคำถามเบสิกคำถามเดียวเลยคือ ที่ดินผืนนั้นเปลี่ยนมือไปตามกฎหมายแล้วหรือยัง ฝั่งวัดก็ยืนกรานเสียงแข็งว่า สร้างวัดรุกคืบไปถึงไหน ที่ดินก็ถือว่าโอนตามไปถึงนั่น แถมยกตรรกะว่าเมื่อผู้เป็นพ่อเคยอุทิศที่ดินไว้ให้แล้ว ลูกก็ย่อมต้องอุทิศตามไปด้วย แต่ฝั่งทายาทตาเฮียงก็งัดข้อกฎหมายมาสู้แบบไม่ยอมแพ้ ยืนยันว่าในเมื่อยังไม่มีการทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์กันให้ถูกต้องตามระเบียบกรมที่ดิน ที่ดินผืนนี้ก็ยังเป็นสมบัติของทายาททั้งผืนอยู่ดี
ต่างฝ่ายต่างสู้ยิบตา ฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อให้ที่ดินตกเป็นของวัดอย่างสมบูรณ์ ส่วนอีกฝ่ายก็สู้หลังชนฝาเพื่อให้ที่ดินมรดกกลับคืนสู่ครอบครัว ท้ายที่สุดแล้วบทสรุปของมหากาพย์การแย่งชิงที่ดินครั้งนี้ จะไม่ได้จบลงที่โต๊ะแถลงข่าว หรือการโต้เถียงกันผ่านสื่อแน่นอน แต่มันจะไปจบที่ความศักดิ์สิทธิ์ของ เอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดิน และ คำวินิจฉัยของศาล เท่านั้น ว่าใครกันแน่คือเจ้าของที่ดินตัวจริงตามกฎหมาย