ช็อก! ของคนแก่ขายไม่ออก ตลาดพังเพราะคนไทยไม่มีเงิน

คุณตัน ภาสกรนที เคยพูดเอาไว้ว่าการดูแค่ตัวเลขวิจัยการตลาดอย่างเดียวนั้นไม่พอ เราต้องลงพื้นที่ไปดูหน้างานจริงว่าลูกค้าเป็นอย่างไร วันนี้เรื่องนี้สะท้อนภาพชัดเจนที่สุดในตลาดยุคที่คนแก่เต็มประเทศ แต่สินค้าสำหรับผู้สูงวัยกลับขายไม่ออกตามที่เป้าหมายประเมินไว้
ข้อมูลล่าสุดจากการเปิดเผยตัวเลขผลประกอบการครึ่งปีแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ของ Eminence ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์รายใหญ่ที่อยู่คู่ไทยมาถึง 55 ปี ระบุว่าบริษัทเติบโตขึ้น 10% ฟังดูเหมือนจะดี แต่ไส้ในของการเติบโตนั้นกลับไม่ได้มาจากจุดที่ทุกตำราเศรษฐศาสตร์บอกว่ามันควรจะมา
ตอนนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุเกิน 20% ของประชากรทั้งหมดไปแล้ว และตามการคาดการณ์ในปี 2572 เราจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super-Aged Society แบบเต็มตัว บนหน้ากระดาษแผนธุรกิจ ตลาดเตียงผู้ป่วย รถเข็น และอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วยติดเตียง คือขุมทรัพย์ที่ควรจะขายดีที่สุดในประเทศ แต่ในโลกความเป็นจริง ลูกค้าหลักที่ซื้อเตียงและรถเข็นพวกนี้ ไม่ใช่ครอบครัวคนไทยทั่วไป แต่กลับเป็นกลุ่มธุรกิจ Nursing Home ที่เหมาซื้อทีละล็อตใหญ่ๆ เพื่อนำไปหมุนเวียนให้ผู้สูงอายุหลายคนใช้ต่อกัน
ไม่ใช่ว่าคนไทยใจดำไม่อยากดูแลพ่อแม่ แต่ความจริงที่สะท้อนผ่านตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งทะลุ 90% ของจีดีพี คือเรา จ่ายไม่ไหว อุปกรณ์การแพทย์หนึ่งชิ้นมีราคาเท่ากับรายได้หลายเดือนของคนทำงาน ความต้องการที่มีอยู่เต็มเปี่ยมจึงไม่สามารถแปลงเป็นยอดขายได้ ตลาดนี้มีครบทุกองค์ประกอบ มีคนแก่ มีความต้องการ มีของพร้อมขาย ขาดอยู่อย่างเดียวคือเงิน ซึ่งถ้ามองข้ามชายแดนไปดูเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาที่ชอบเคลมวัฒนธรรมคนอื่น ก็คงยิ่งกว่าเรา เพราะนอกจากจะไม่มีกำลังซื้อแล้ว ระบบสาธารณสุขและคุณภาพสินค้ายังล้าหลังจนเทียบไม่ติด คนพอมีเงินของเขาถึงต้องกระเสือกกระสนข้ามมารักษาที่ฝั่งไทยกันหมด
ผลกระทบที่ตามมาในบ้านเราคือร้านขายยาทั่วไปเงียบเหงา งบจัดซื้อของโรงพยาบาลรัฐก็ยังไม่ถูกเบิกจ่ายลงมาเต็มที่ ตลาดผู้สูงอายุที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ กลับกลายเป็นหมวดสินค้าที่ห้างค้าปลีกไม่อยากเสียพื้นที่ชั้นวางให้ เพราะสินค้าหมุนช้ากว่าของชิ้นอื่นที่วางอยู่ข้างๆ กัน
สิ่งที่เติบโตจริงๆ ในพอร์ตสินค้ากลับกลายเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก และกลุ่มคนที่ยอมควักเงินจ่ายกลับไม่ใช่คนแก่ แต่เป็นคนวัยทำงานอย่าง Gen Y และ Gen Z
คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเงินดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปนอนเตียงผู้ป่วยติดเตียงในอีกสามสิบปีข้างหน้า
ในขณะที่คนรุ่นก่อนจะยอมจ่ายเงินก็ต่อเมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ หรือป่วยหนักจนไม่มีทางเลือกแล้วเท่านั้น สถานการณ์นี้สะท้อนว่า แม้ประเทศของเราจะแก่ลงทุกปี แต่เม็ดเงินที่หล่อเลี้ยงและหมุนเวียนอยู่ในตลาดคนแก่ กลับมาจากกระเป๋าของคนที่ยังไม่แก่นั่นเอง