น้ำตาซึม! แม่ทิ้งทารกกลางป่ายาง เจนนี่อ้าแขนรับน้องปาริน

"ถ้าสามีบอกว่าเห็นแก่ภรรยา อย่าเอาน้องมาเลี้ยงเลย เพราะคุณก็มีลูกไล่เลี่ยกัน มันจะกลายเป็นปมด้อยกับเด็ก ให้คนที่ไม่มีลูกดีกว่า"นี่คือคำอ้างเมื่อคนเป็นแม่ตัดสินใจปล่อยมือทิ้งสายเลือดของตัวเองไว้กลางป่ายางพารา การทิ้งเด็กทารกไว้ในที่แบบนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะนอกจากสัตว์มีพิษแล้ว สภาพแวดล้อมตามป่ายางบางพื้นที่ก็มักจะมีพวกแรงงานเขมรเถื่อนลักลอบเข้ามารับจ้าง ซึ่งคนพวกนี้มักจะชอบสร้างปัญหาความวุ่นวายและไว้ใจไม่ได้เลย โชคดีเหลือเกินที่เด็กไม่ถูกทำร้ายหรือเป็นอะไรไปเสียก่อน
ช่วงเวลาประมาณตีสาม มีชาวบ้านได้ยินเสียงเด็กร้องระงมอยู่กลางสวนยางที่มืดสนิท แต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปดูและไม่มีใครแจ้งให้ใครทราบ ปล่อยให้เด็กน้อยต้องนอนร้องไห้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพังถึงสี่ชั่วโมงเต็ม จนกระทั่งเวลาเจ็ดโมงเช้า ป้าคนหนึ่งเดินผ่านมาเจอสภาพที่น่าหดหู่ใจ ทารกน้อยนอนอยู่บนพื้น มดแดงไต่กัดเต็มตัว และสายสะดือก็ยังไม่ได้ตัด ช่วงเวลาตั้งแต่ตีสามถึงเจ็ดโมงเช้า ไม่มีใครรู้เลยว่าเด็กคนนี้ต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน รู้เพียงอย่างเดียวว่าปาฏิหาริย์มีจริงที่น้องรอดชีวิตมาได้
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ หรือ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ได้โพสต์คลิปวิดีโอหลังจากเดินทางไปเยี่ยมและอุ้มทารกน้อยที่โรงพยาบาล พร้อมระบุข้อความว่าเธอแทบจะกลับบ้านไม่ได้ เพราะมือน้อยๆ ของเด็กจับนิ้วเธอเอาไว้แน่นมาก ราวกับเด็กที่ยังไม่รู้จักคำว่าบุญสัมพันธ์ แต่สัญชาตญาณลึกๆ ตัดสินใจไปก่อนแล้วว่าจะไม่ยอมปล่อยมือนี้ พยาบาลได้ตั้งชื่อให้น้องว่า "น้องปาริน" ซึ่งทางเจนนี่และสามีได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์เพื่อแสดงความจำนงในการขอรับดูแลเด็กคนนี้ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้อง
เจนนี่ยังได้กล่าวขอพรบารมีครูหมอโนราห์ ขอให้ดลใจให้พ่อแม่สายเลือดแท้ๆ กลับมาทำหน้าที่ของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย นั่นคือการมาเซ็นเอกสารมอบลูกให้กับคนที่พร้อมจะเลี้ยงดูจริงๆ โดยทางบ้านของยิวและเจนนี่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าสุดท้ายแล้วตามกระบวนการน้องปารินจะได้ไปเติบโตที่บ้านไหน พวกเขาก็พร้อมที่จะซัพพอร์ตและคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ เสมอ
คนที่ให้ชีวิตกลับเลือกที่จะเดินจากไปทิ้งลูกไว้กลางความมืดมิด แต่คนที่ไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิด กลับมานั่งอยู่เคียงข้าง มอบความอบอุ่น และพร้อมจะให้ชีวิตใหม่ในตอนที่ฟ้าสว่างแล้ว