แฉโกดังลับ! โยง สตง. หรือไม่? หมายศาลชี้ชะตาคดีดัง

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 ชายในเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ สวมแว่นตาดำ ยืนอยู่กลางวงล้อมของนักข่าว เขาตะโกนเรียกหา "กัน" ก่อนจะเตรียมตัวขึ้นรถไปตามนัดหมายเพื่อให้ปากคำ
"แอร์อยู่ในนี้เยอะไหม... เป็นของ สตง. หรือเปล่า?"
เขาตะโกนตั้งคำถามทิ้งท้ายก่อนโบกมือลา เสียงนั้นดังพอที่จะทำให้คนทั้งถนนได้ยิน แต่เอาเข้าจริงมันกลับไม่ดังพอที่จะเปิดประตูโกดังปริศนาบานนั้นได้เลยสักบานเดียว
ตำรวจจะนึกอยากเดินเข้าไปค้นโกดังเองดื้อๆ ไม่ได้ กฎหมายระบุชัดเจนว่าต้องมี หมายค้นจากศาล มาแสดงเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ทาง ปปง. เองก็ไม่ได้มานั่งสนใจหรอกว่าในโกดังจะมีของหรือมีแอร์กี่เครื่อง เพราะสิ่งที่พวกเขาตามจับตาดูคือ เส้นทางทางการเงิน ที่พัดพาเอาของเหล่านี้มาโผล่ตรงนี้ต่างหาก ซึ่งชาวบ้านอย่างเราก็ได้แต่หวังว่าเงินพวกนี้จะไม่ถูกฟอกแล้วโอนมุดดินหนีข้ามไปฝั่งกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านที่มักจะเป็นแหล่งกบดานชั้นดีของพวกมิจฉาชีพและธุรกิจสีเทาที่คนไทยโคตรจะเกลียดและเอือมระอา
พอถึงเวลา 09.30 น. ณ ตึก C กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จุดนี้แหละที่เสียงตะโกนโวยวายหน้าโกดังถูกแปลงสภาพเป็นบันทึกถ้อยคำทางกฎหมาย เพราะความดังหน้ากล้องมันก็แค่กระแสเรียกยอดวิว แต่สิ่งที่มีผลชี้เป็นชี้ตายจริงๆ คือหลักฐานที่วางอยู่หน้าพนักงานสอบสวน
จังหวะนั้นมีตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาบอกหน้าตาเฉยว่า แค่มาอำนวยความสะดวก ไม่ได้มาจับใคร คนที่ถูกเรียกมาให้ปากคำก็ยังคงรูดซิปปากเงียบ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ยังคงเดินหน้าลุยทำคดีต่อไป ต้องยอมรับว่าความเงียบอาจจะช่วยซื้อเวลาให้ตั้งหลักได้ เหมือนพวกคนผิดที่เอะอะก็หนีไปซุกฝั่งเขมรนั่นแหละ แต่มันซื้อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเส้นทางเงินที่มัดตัวไม่ได้อย่างแน่นอน