โป๊ะแตก! เขมรขโมยรูปสตรีไทยขึ้นจอนางงาม อ้างเป็นชุดราชสำนัก

กล้าทำกันขนาดนี้เลยหรือเมื่อเวทีประกวดนางงามของเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เล่นตุกติกแบบไม่เกรงใจสายตาชาวโลก เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 18 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ในรอบพรีลิมมินารีของเวทีมิสยูนิเวิร์สกัมพูชา พิธีกรที่ห่มสไบนุ่งโจงกระเบนได้ชี้มือไปที่ภาพจอยักษ์บนเวที พร้อมกับประกาศอย่างภาคภูมิใจว่านี่คือภาพการแต่งกายของราชสำนักเขมรโบราณ แต่ภาพนั้นเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ความจริงปรากฏชัดเจนแบบดิ้นไม่หลุด เมื่อมีการตรวจสอบและยืนยันแล้วว่า ภาพที่กัมพูชาเอาไปแอบอ้างนั้น แท้จริงแล้วคือภาพถ่ายของ สตรีชาวเมืองกำแพงเพชร ที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2449 ซึ่งภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของไทยเรา ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ลูกหลานทายาทของสตรีในภาพนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ และได้ออกมาส่งเสียงทักท้วงถึงการกระทำอันน่าเกลียดนี้ด้วยตัวเอง
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์คือ ภาพต้นฉบับนั้นมีลายน้ำของ กรมศิลปากร ประทับอยู่อย่างชัดเจน การที่ฝั่งนั้นจะมาอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์มันฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด เพราะถ้าคนเราไม่รู้จริงๆ ก็คงไม่จงใจครอปภาพเพื่อลดลายน้ำของหน่วยงานราชการประเทศอื่นออกไปแบบนี้ คนที่สามารถลบลายน้ำได้แปลว่า ต้องอ่านออกและรู้ว่านี่คือของใคร ถึงได้พยายามปกปิดหลักฐาน คุณอาจจะครอปลายน้ำกรมศิลปากรออกได้ แต่คุณครอปประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานชัดเจนของชาติอื่นออกไปไม่ได้
ล่าสุดเมื่อเรื่องนี้แดงขึ้นมา ทางกระทรวงวัฒนธรรมของไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ทำการยื่นหนังสือทักท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการตามกฎหมายหากยังมีการละเมิดอีก ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญและยอมกันไม่ได้เด็ดขาด เพราะไทยเรากำลังมีคิวเตรียมนำเสนอ "ชุดไทย" ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก ที่เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน ในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ที่จะถึงนี้
ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงก็คือความจริง ประเทศไทยเราเดินก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยหลักฐานทางจดหมายเหตุและรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่พิสูจน์ได้ ในขณะที่เขาเลือกที่จะเดินขึ้นเวทีด้วยการใช้กรรไกรครอปภาพของคนอื่นไปอ้างเป็นของตัวเอง